assingment sap

assignment sap
Posted on กุมภาพันธ์ 7, 2013 by nuttivuit การทำงานที่นำ SAP มาใช้
FI Financial Accounting
FI Financial Accounting หรือโมดูลทางด้านบัญชีการเงิน

ประกอบด้วย บัญชีการเงิน จัดสรรและควบคุมต้นทุน วางแผนและจัดทำงบประมาณ และบริหารกระแสเงินสด
โมดูลนี้ได้รวบรวมขั้นตอนการทำงานของระบบการทำบัญชีและการบริหารการเงินเข้าไว้ด้วยกันและเพื่อทำให้แน่ใจบัญชีการจ่ายเงินต่างๆ ถูกจ่ายแล้ว และบัญชีการรับเงินไปอย่างถูกต้องและตรงเวลา รวมถึงการบริหารองค์กรในด้านการบัญชี และการเงินในทุกๆ ส่วนด้วย

• ระบบบัญชีแยกประเภททั่วไป (General Ledger)
บัญชีแยกประเภททั่วไปจะทำหน้าที่จัดเก็บแผนผังบัญชี (Chart of Account) ไว้เป็นศูนย์กลาง และงบดุลทางด้านการเงินของทั้งองค์กร โดยจะรองรับทุกส่วนของขั้นตอนทางการบัญชีของธุรกิจ ในโมดูลนี้รายการเปลี่ยนแปลง (Transactions) ทางการเงินและบัญชีจถูกโอน (Posted) ประมวลผล สรุป และรายงาน โดยจะเก็บรักษาการตรวจสอบบัญชี (Audit Trail) ที่สมบูรณ์ของรายการเปลี่ยนแปลง และทำให้หน่วยงานแต่ละส่วนสามารถที่จะดูข้อมูลข่าวสารการเงินของหน่วยงานได้ ขณะที่บริษัทแม่หรือองค์กรหลัก สามารถตรวจสอบผลการดำเนินการทั้งหมด และดูข้อมูลข่าวสารรวม (Consolidated) ได้เช่นกัน ระบบบัญชีแยกประเภททั่วไปที่ดีควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้
o โครงสร้างแผนผังบัญชี (Chart of Account)
o การจัดการระบบบัญชีแยกประเภท (Ledger Management)
o การรวบรวมงบการเงินและการรายงาน (Financial Consolidation and Reporting)
o การบันทึกสมุดบัญชีรายวัน (Journal Entry)
o รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีแยกประเภทใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Ledger Transactions)
o บัญชีแยกประเภทต้นทุนของโครงการ (Project Cost Ledger)
o การควบคุมบัญชีแยกประเภท (Ledger Control)
o การบัญชีต่างสกุลเงินและการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน (Multicurrency Accounting and Conversion)
o การสอบถามข้อมูลและรายงานแบบทันทีทันใด (On-Line Inquiry Reporting)
o รายงานงบการเงิน (Financial Statement Reporting)
o การสร้างรายงานทางการเงิน (Financial Report Writer)
o การวิเคราะห์การผันแปรทางบัญชี (Variance Analysis)
o รายงานทางการเงินเพิ่มเติม (Additional Financial Reporting)

• ระบบบัญชีเจ้าหนี้ (Accounts Payable)
ระบบบัญชีเจ้าหนี้จะทำหน้าที่กำหนดตารางการจ่ายตั๋วเงิน ซึ่งต้องชำระให้ผู้จำหน่ายและผู้แทนจำหน่าย และเก็บรายละเอียด ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเป็นหนี้ วันที่ครบกำหนดจ่าย และส่วนลดที่มีให้ โดยโมดูลนี้จะจัดเตรียมหน้าที่การทำงานและเชื่อมโยงเข้ากับระบบงานอื่นๆ เช่น การบริการลูกค้า การจัดซื้อ การควบคุมคลังสินค้าและวัตถุดิบ และควบคุมโรงงานผลิต โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้
o ระเบียบและนโยบายบัญชีเจ้าหนี้ขององค์กร (AP Company Policies & Procedure)
o ข้อมูลหลักของผู้ขายและหลักฐานการจ่ายเงิน (Suppliers / Voucher Master Data)
o การควบคุมการชำระเงิน (Payment Controls)
o การทำใบกำกับสินค้า และการวิเคราะห์ระยะเวลาการชำระหนี้ (Invoice Processing & Aging Analysis)
o การชำระเงิน (Payment Processing)
o ใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Processing)
o การโอนข้อมูลบัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้ (AP Ledger Posting)
o กรรมวิธีการทำเช็ค (Check Processing)
o รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีเจ้าหนี้ และการควบคุม (AP Transactions & Controls)
o รายงานต่างๆ สำหรับบัญชีเจ้าหนี้ (AP Reporting)

• ระบบสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets)
ระบบสินทรัพย์ถาวรจะทำการบริหารค่าเสื่อมราคา (Depreciation) และต้นทุนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น สิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สมบัติ เครื่องมือ และอุปกรณ์ โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้
o การบันทึกสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Record)
o รายการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ (Asset Transactions)
o ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (Asset Depreciation)
o การลงบัญชีค่าเสื่อมราคา (Depreciation Books)
o การประเมินค่าใหม่ และการคำนวณอัตราดอกเบี้ย (Revaluation & Interest Calculation)
o รายงานภาษีต่างๆ (Tax Reporting)
• ระบบการทำบัญชีต้นทุน (Cost Accounting)
ระบบการทำบัญชีต้นทุนจะทำการวิเคระห์ต้นทุนขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายประจำ(โสหุ้ย) ต้นทุนผลิตภัณฑ์ และต้นทุนการผลิตจากใบสั่งผลิตที่โรงงาน โดยจัดเตรียมวิธีการจากการจัดการต้นทุนที่มีความหลากหลายเช่น การคำนวณต้นทุนแบบมาตรฐาน (Standard) แบบต้นทุนเฉลี่ย (Average) แบบเข้าก่อนออกก่อน (FIFO- First In First Out) แบบเข้าทีหลังออกก่อน (LIFO- Last In First Out) แบบเป้าหมาย (Target) และแบบสุดท้ายที่เป็นหลักการใหม่คือแบบการคำนวณต้นทุนจากฐานกิจกรรม (ABC- Activity Based Costing) โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้
o ข้อมูลต้นทุน (Cost Data)
o การกำหนดวิธีการปันต้นทุน (Cost Allocation Definitions)
o การปฏิบัติในขั้นตอนการปันต้นทุน (Cost Allocation Process)
o การบริหารต้นทุน (Cost Management)
o การคำนวณต้นทุนและราคาขาย (Cost & Sales Price Calculation)
o การคำนวณต้นทุนจากฐานกิจกรรม (ABC – Activity Based Costing)
o การกำหนดแนวทางและติดตามการคำนวณต้นทุนจากฐานกิจกรรม (Activity Based Cost Tracing & Tracking)

• ระบบการบริหารเงินสด (Cash Management)
ระบบการบริหารเงินสดได้รวมถึงความสามารถของระบบที่จะบันทึกค่าใช้จ่ายเงินสดหรือเงินฝาก การบันทึกการชำระเงินสดและการรับ รายงานการวางแผนเงินสด (Cash Project Report) การคำนวณความคาดหวังของเงินสดที่จะใช้และแหล่งที่มา เงินสดในปัจจุบันที่พร้อมใช้ประโยชน์ได้ (Expected Cash Users/Sources) และอื่นๆ รวมถึงการตรวจดูและวิเคราะห์การถือครองเงินสด (Analyzes Cash Holdings) การทำความตกลงทางด้านการเงิน (Financial Deals) และความเสี่ยงในการลงทุน (Investment Risk)

• ระบบการบริหารงบประมาณ (Budgeting)
ระบบการบริหารงบประมาณได้รวมถึงการควบคุมงบประมาณหลักขององค์กร (Budgetary Controls) การทำบัญชีงบประมาณ (Budget Accounting) การพัฒนางบประมาณ (Budget Development) และการจัดสรรงบประมาณ (Budget Allocation) โดยระบบควรจะจัดเตรียมเครื่องมือให้เพียงพอที่จะทำให้ที่จะทำให้สามารถพัฒนารายละเอียดของงบประมาณ และการวิเคราะห์ โดยส่วนที่เพิ่มเติมควรจะสามารถเข้าไปรวมกันได้กับระบบการบริหารโครงการได้อย่างสมบูรณ์เสมือนระบบเดิม หรือไม่ก็ควรจะเชื่อมต่อกันได้

• ระบบบัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable)
ระบบบัญชีเจ้าหนี้จะทำการติดตามกำหนดการจ่ายเงินจากลูกค้าที่จะต้องทำการจ่ายให้องค์กร โดยบรรจุเครื่องมือที่จะทำการควบคุม และเร่งการรับเงินจากรายการที่บันทึกไว้ของใบสั่งขาย (Sales Order) เพื่อโอนไปเป็นการรับชำระหนี้ โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้
o ระเบียบและนโยบายบัญชีและลูกหนี้ขององค์กร (AR Company Policies & Procedure)
o ข้อมูลหลักของลูกค้าและหลักฐานการรับเงิน (Customer / Voucher Master Data)
o การทำใบสำคัญในการรับเงิน และการวิเคราะห์ระยะเวลาการรับชำระหนี้ (Bill Processing & Aging Analysis)
o การบริหารเงินเชื่อ (Credit Management)
o เอกสารในการรับชำระเงินสด และขั้นตอนการรับเงิน (Credit/Payment Application, Receipt Processing)
o ใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Processing)
o การโอนข้อมูลบัญชีแยกประเภทลูกหนี้ (AR Ledger Posting)
o การบัญชีต่างสกุลเงินและการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน (Multicurrency Accounting & Conversion)
o รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีลูกหนี้ การควบคุม (AR Transactions & Controls)
o รายงานต่างๆ สำหรับบัญชีลูกหนี้ (AR Reporting)

• รายงานการเงิน (Financial Reporting)
รายงานการเงินทำให้สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพขององค์กรได้แม่นยำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากรายงานเหล่านั้น โดยรายงานเหล่านี้จะอนุญาตให้องค์กรย่อยทราบรายละเอียดทางด้านการเงิน (Financial Information) ขณะเดียวกัน องค์กรใหญ่ที่ถือหุ้นในองค์กรย่อย (Subsidiaries) จะสามารถตรวจสอบผลการดำเนินการขององค์กรสาขาทั้งหมดและดูข้อมูลข่าวสารรวม (Consolidate) ไดัเช่นกัน โดยระบบควรจะมีเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานเพิ่มขึ้นเองได้ และจัดเตรียมความลึกที่เพียงพอของข้อมูล (Depth of Data) และการเข้าถึงข้อมูลการเงินที่จะสามารถสรุปได้จากข้อมูลทั้งหมด
• การทำบัญชีโครงการ (Project Accounting)
ระบบบัญชีโครงการจะทำหน้าที่ตรวจดูต้นทุนและตารางการทำงานของแต่ละโครงการในระดับพื้นฐาน โดยจะถูกรวมโมดูลย่อยๆ ไว้ในนั้นเสมอ เช่น ระบบควบคุมโครงการ (Project Control) การวิเคราะห์โครงการ (Project Analyzer) งบประมาณโครงการ (Project Budgeting) การรักษาเวลาโครงการ (Project Timekeeping) บัญชีรายการสั่งซื้อของโครงการ (Project Billings) การบริหารสัญญา (Contract Management) และระบบการเชื่อมต่อวงจรการทำงาน (Workflow Communicator)

ที่มา : http://course.eau.ac.th

Share this:
CO controlling
CO Controlling หรือโมดูลทางด้านบัญชีจัดการหรือบัญชีบริหาร

เป็นการทำบัญชีสำหรับภายใน เช่น รายงานสำหรับผู้บริหารที่ใช้ในการตัดสินใจ

โครงสร้างแผนผังบัญชี (Chart of Account)
การจัดการระบบบัญชีแยกประเภท (Ledger Management)
การรวบรวมงบการเงินและการรายงาน (Financial Consolidation and Reporting)
การบันทึกสมุดบัญชีรายวัน (Journal Entry)
รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีแยกประเภทใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Ledger Transactions)
บัญชีแยกประเภทต้นทุนของโครงการ (Project Cost Ledger)
การควบคุมบัญชีแยกประเภท (Ledger Control)
การบัญชีต่างสกุลเงินและการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน (Multicurrency Accounting and Conversion)
การสอบถามข้อมูลและรายงานแบบทันทีทันใด (On-Line Inquiry Reporting)
รายงานงบการเงิน (Financial Statement Reporting)
การสร้างรายงานทางการเงิน (Financial Report Writer)
การวิเคราะห์การผันแปรทางบัญชี (Variance Analysis)
รายงานทางการเงินเพิ่มเติม (Additional Financial Reporting)
ที่มา : http://it.eau.ac.th/SIT/
AM Fixed Assets Management
AM Fixed Assets Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการสินทรัพย์ถาวร ระบบสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets)

ระบบสินทรัพย์ถาวรจะทำการบริหารค่าเสื่อมราคา (Depeciation) และต้นทุนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น สิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สมบัติ เครื่องมือ และอุปกรณ์ โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้o การบันทึกสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Record)o รายการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ (Asset Transactions)o ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (Asset Depreciation)
o การลงบัญชีค่าเสื่อมราคา (Depreciation Books)
o การประเมินค่าใหม่ และการคำนวณอัตราดอกเบี้ย (Revaluation & Interest Calculation)
o รายงานภาษีต่างๆ (Tax Reporting)

ที่มา : http://course.eau.ac.th
SD Sale & Distribution
SD Sale & Distributions หรือโมดูลทางด้านขายและการกระจายสินค้า

เป็นโมดูลที่รวบรวม ระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มตั้งแต่ระบบการบริหารการขาย (Sales Management) ระบบวิเคราะห์ยอดขาย (Sales Analysis) ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM-Customer Relationship Management) ระบบการคาดคะเนยอดขาย (Forecasting) ระบบการบริหารการสั่งซื้อ (Purchasing) รวมถึงระบบการบริหารคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory)• ระบบการบริหารการขาย (Sales Management)ระบบการบริหารการขาย จะเริ่มตั้งแต่การจัดเก็บฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Master Database) การป้อนข้อมูลการสั่งซื้อ (Sales Order Data Entry) และการเก็บเกี่ยวข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพของใบสั่งซื้อนั้นๆ เพื่อการตรวจสอบ โดยรวมถึงการป้อนใบสั่งซื้อ การติตตามการสั่งซื้อ รายงานสถานภาพใบสั่งซื้อ ราคา ใบกำกับสินค้า ข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปใช้ในการสืบค้น รายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้า การเสนอราคา การลดราคา การออกใบกำกับสินค้า (Invoicing) รวมถึงการบริการสอบถามข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

• ระบบการวิเคราะห์ยอดขาย (Sales Analysis)
ระบบการวิเคาะห์ยอดขาย (Sales Analysis) จะทำการรวบรวมข้อูลของการขายผลิตภัณฑ์จากใบกำกับสินค้าทุกๆฉบับ โดยจะทำการจัดข้อมูลในหลายรูปแบบ มิติ และมุมมอง เช่น ยอดขายในปีนี้ถึงปัจจุบัน (Year-to-Date Sales) ยอดผลกำไร (Margin) ยอดต้นทุนขาย (Sales Cost) โดยสามารถเรียกดูข้อมูลเป็นรายเดือน รายปี หรือช่วงใดๆ ตามต้องการ และยังสามารถวิเคราะห์ยอดขายตามลูกค้า (By Customer) ตามผู้ขาย (Sales Person) ตามภูมิศาสตร์ (Geography) จังหวัด ประเทศ ทวีป ยอดขายตามผลิตภัณฑ์ (By Product Type and Product Group) รวมทั้งการจัดอันดับ (Ranking) ต่างๆ

• การยืนยันวันส่งสินค้า (ATP – Available To Promise)
การยืนยันวันส่งสินค้า (ATP – Available To Promise) จะถูกใช้งานในกรณีที่ ลูกค้าสอบถามถึงวันที่ที่เร็วที่สุดที่สามารถส่งสินค้าตามที่ลูกค้าสั่ง ให้กับลูกค้าได้ โดยต้องการคำตอบที่เร็วที่สุด ระบบนี้จะรับข้อมูลสินค้าและจำนวนที่ลูกค้าต้องการ และต้องทำการตรวจสอบข้อมูลจากระบบอื่น เช่น ข้อมูลสินค้า/วัตถุดิบคงคลัง (Inventory) ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการผลิต รวมถึงความสามารถในการส่งวัตถุดิบจากผู้ขาย โดยจะคำนวณว่า สินค้าในจำนวนที่มีการสอบถามเข้ามา จะสามารถผลิตและพร้อมส่งให้ลูกค้าได้ในวันใด และในกรณีที่ไม่มีวัตถุดิบเพียงพอ จะสามารถสั่งเข้ามาได้เมื่อไหร่ รวมถึงตารางการผลิตที่ว่าง เพื่อพร้อมสำหรับการผลิตด้วย

• ราคาและส่วนลดของผลิตภัณฑ์ (Pricing and Discounting)
การกำหนดราคาและส่วนลดและส่วนลดของผลิตภัณฑ์ (Pricing and Discounting) จะเริ่มตั้งแต่การประมวลผลใบสั่งซื้อของลูกค้า และเก็บสถานภาพเพื่อรายงานการย้อนตรวจสอบ การกำหนดราคาในแต่ละใบสั่งขาย จนกระทั่งถึงใบกำกับสินค้า (Invoicing) โดยรวมถึงการเสนอราคา (Quote Processing) และการลดราคา (Rebate) ในแต่ละสินค้าของลูกค้าแต่ละราย

• ระบบสนับสนุนการคาดคะเน (Forecasting)
ระบบสนับสนุนการคาดคะเน (Forecasting) จะทำหน้าที่สร้างและรับข้อมูลความต้องการสั่งซื้อในอนาคต (Sales Forecast) เพื่อคำนวณให้ได้ผลลัพธ์ความต้องการขององค์กร ทั้งในด้านความต้องการ การสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หรือใบสั่งผลิตสินค้าล่วงหน้าให้โรงงานการผลิต หรือความต้องการการส่งวัตถุดิบล่วงหน้า หรือแม้แต่ความสามารถในการขยายกำลังการผลิตและบริการขององค์กรในอนาคต ทั้งในด้านเครื่องจักร กำลังคน เครื่องมือเครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ
โดยในระบบสนับสนุนการคาดคะเนนั้น ควรมีความสามารถในการจำลอง (Simulation) ความต้องการการขายขององค์กร จากประวัติการขายขององค์กร (Sales History) หรือการคำนวณด้วยอัตรา (Ratio) ต่างๆ เช่น การเพิ่มยอดขายขึ้น30% ในช่วงฤดูร้อนของทุกๆปี หรือการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 10 ปีอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นเวลา 1 ปีเป็นต้น

• ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์และอีคอมเมิร์ซ (CRM-Customer Relationship Management and E-Commerce)
ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM-Customer Relationship Management) เป็นการพัฒนามาจากระบบบริหารการติดต่อลูกค้า (Contact Management) โดยได้ทำการปรับปรุงขึ้น โดยรวมกับระบบที่เกี่ยวข้องกับการขายและการบริหารต่างๆ เช่น ระบบการขาย (Sales) ระบบการตลาด (Marketing) และเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริหารและลูกค้าเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ทางด้านการตลาด เช่น รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Product Configuration) การแจ้งราคา (Quote) การจัดการนำเสนอ (Proposal Management) และสารานุกรมทางการตลาด (Marketing Encyclopedias) โดยอาจเพิ่มเติมบางงานที่ช่วยสนับสนุนงานด้านนี้เข้าไปด้วย เช่น การตั้งราคาที่ซับซ้อน (Complex Pricing) การจัดการการส่งเสริมการขาย (Sales Promotion Management) การวางแผนค่านายหน้า (Commission Plan) การบริหารทีมขาย (Team Sales) การจัดการรณรงค์และการโฆษณา (Campaign and Advertising Management) และสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่เน้นทางด้านการขายและการตลาด อาจรวมระบบศูนย์กลางการเรียกเข้าทางโทรศัพท์ (Call Center) การให้ความช่วยเหลือลูกค้า (Help Desks) การบริการส่วนพื้นที่ (Field Service) ​การทำนาย (Forecasting) และการวิเคราะห์ (Analysis)เข้าไปด้วย
โดยระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM-Customer Relationship Management) นั้น จะจัดเป็นระบบที่พัฒนาให้รวมกับระบบ ERP ในรุ่นใหม่ ดังนั้นบางองค์กรที่ไม่เน้นหนักทางด้านการขายและการตลาด อาจยกเว้นในการพิจารณาระบบนี้ก็ได้

• ระบบการบริหารการจัดซื้อ (Purchasing Management)
ระบบบริหารการจัดซื้อ (Purchasing Management) จะรวบรวมกลุ่มของระบบงาน ที่ทำการสนับสนุนการควบคุมการสั่งซื้อทุกประเภท รวมถึงการสั่งซื้อสินค้าสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบซึ่งจะนำมาผลิต โดยเริ่มตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) การรับของและการชำระเงิน (Receipt and Payment) ข้อมูลผู้ขาย (Vendor / Supplier Profile) และการวิเคราะห์ตรวจสอบต่างๆ (Analysis and Tracking) โดยระบบนี้ควรสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้
– ข้อมูลผู้ขาย (Vendor / Supplier Profile)
-การจัดเก็บใบเสนอราคา (Requisition and Quotation)
– การออกใบสั่งซื้อและการจัดการใบสั่งซื้อ (Purchase Orders and Purchase Orders Management )
– การควบคุมราคาและส่วนลด (Price and Discounts)
-การควบคุมสัญญาและข้อตกลงกับผู้ขาย (Vendors Contracts and Agreement)
– รายการทางด้านการจัดซื้อ (Online Procurement Reporting)
– การรับของ (Procurement Receipts)
– การประเมินผลผู้ขาย (Vendor Evaluation)
– การสนับสนุนการเชื่อมต่อข้อมูลจากภายนอก (Data Interface)

ระบบการบริหารสินค้าคงคลังและวัตถุดิบ (Inventory Management)
ระบบการบริหารสินค้าคงคลังและวัตถุดิบ (Inventory Management) จะรวบรวมกลุ่มของระบบงานที่ทำการสนับสนุนการควบคุมคลังสินค้า และวัตถุดิบที่สำคัญเหล่านี้
สร้างรายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Transaction) ทั้งการรับ (Receipt) การจ่าย (Issue) และการโอนย้าย (Transfer)
-ข้อห้ามต่างๆ ในการทำรายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Restrict Inventory Transaction)
– การตรวจสอบติดตาม (Monitor) รายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Transaction) และประวัติการบันทึกในระบบ
– การกำหนดโรงงาน คลังที่จัดเก็บ โรงเก็บสินค้า/วัตถุดิบ ที่หลากหลาย (Multiple Plant, Store and Warehouse)
– การควบคุม ติดตามที่ตั้งและกลุ่มของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (Location and Lot Control)
– การจองและการจัดสรรวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง (Reservation and Allocation)
– การตรวจนับของในคลังสินค้าตามวาระ (Cycle Count) เพื่อพิสูจน์จำนวนยอดคงคลังในมือ (On-hand Qty)
-การปรับยอดในคลัง (Inventory Adjustment)
– ความสามารถในการใช้หน่วยวัดที่หลากหลาย (Multiple Unit of Measurement)
-การวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) เพื่อแบ่งกลุ่มความสำคัญของผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ
– รายงานต่างๆ เกี่ยวกับระบบคลังสินค้าและวัตถุดิบ

ที่มา : http://course.eau.ac.th

Share this:
MM Material Management
MM Material Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการวัตถุดิบ

ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MM – Management )
ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP – Material Requirement Planning) เป็นกุญแจสำคัญของการวางแผนโรงงาน ซึ่งจะใช้ตารางการผลิตหลักของโรงงานและแหล่งที่มาของอุปสงค์และอุปทานอื่นๆ เพื่อคำนวณหา
– ความต้องการสุทธิและวัตถุดิบคงคลังในมือที่ได้วางแผนไว้
– ตารางและแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ
– ข้อควรปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการวางแผนวัตถุดิบ เช่นการสั่งให้ซื้อเพิ่มหรือยกเลิกการซื้อวัตถุดิบในบางรายการ
MRP จะคำนวณถึงสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ของรายการที่ต้องซื้อและรายการที่ต้องการผลิต โดยจะบอกถึงจำนวนอุปสงค์หรือความต้องการ และคำนวณระยะเวลาที่ต้องทำการสั่งซื้อเพิ่มเติมให้เต็มความต้องการ
โดย MRP จะมองที่ความต้องการผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อ (Finished Items demand) และใช้โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ (Product Structure) เพื่อคำนวณหาความต้องการของรายการส่วนประกอบ (Component Items) โดยแต่ละรายการส่วนประกอบนั้น จะพิจารณาถึงรายละเอียดรายของการสั่งซื้อ (Order Information) จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (Inventory On Hand) ระยะเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time) โดยจะสร้างแผนการสั่งซื้อ/ผลิต (Planned Ordered) และคำแนะนำต่างๆ เป็นเสมือนผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ

แหล่งที่มาของความต้องการ (Source of Demand) มีดังต่อไปนี้
– ใบสั่งขายสินค้า (Sales Orders)
– ตารางการส่งของจากลูกค้า (Customer Schedule Order)
– การประมาณการยอดขายหรือการผลิต (Sales Forecast or Production Forecast)
– ปริมาณขั้นต่ำเพื่อความปลอดภัย (Safety stock) หรือความต้องการพิเศษจากโรงงาน (Special Requirement from Manufacturing)

แหล่งที่มาของสิ่งที่มีอยู่ (Source of Supply) มีดังต่อไปนี้
– จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (QOH – Quantity on hand)
– ใบสั่งซื้อวัตถุดิบ (Material Purchase Order)
– ใบสั่งผลิตในโรงงาน (Work Order or Manufacturing Order)
– ตารางการส่งวัตถุดิบจากผู้ขาย (Supplier schedule order)

ที่มา : http://course.eau.ac.th

Share this:
PP Production planning
PP Production Planning หรือโมดูลทางด้านการวางแผนการผลิต

โมดูลนี้ได้รวบรวมขั้นตอนการทำงานของระบบการบริหารการผลิตไว้ โดยจะครอบคลุมถึงระบบงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เช่น การวางแผนการผลิต การจัดการใบสั่งผลิต จนกระทั่งถึงการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า และการคิดต้นทุนการผลิต

• ระบบการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์ (PDM – Product Data Management)
ระบบการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์ จะรวมถึงรายการวัตถุดิบ (Bill Of Material) ขั้นตอนการผลิต (Routings) และระบบที่สนับสนุนการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรม (Engineering Change Management) โดยระบบดังกล่าวจะรวมมุมมองทุกอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อเตรียมข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้วิศวกรนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์

• โครงสร้างของผลิตภัณฑ์หรือรายการวัตถุดิบ (Product Structure / BOM – Bill Of Material)
โครงสร้างของผลิตภัณฑ์หรือรายการวัตถุดิบ (Product Structure / BOM – Bill Of Material) จะรวบรวมรายการของวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์นั้นๆไว้ โดยระบุความสัมพันธ์เป็นระดับชั้น พร้อมทั้งส่วนประกอบและจำนวนที่ต้องการใช้เป็นสำคัญ และรายละเอียดเพิ่มเติมที่ควรมี เช่น การกำหนดส่วนประกอบที่ใช้แทนกัน (Substitute/Phantom Component) วันที่มีผลบังคับใช้ในส่วนประกอบแต่ละรายการ (Effective Date) การประมาณของเสียในแต่ละส่วนประกอบ (Scrap Percentage) และความสัมพันธ์กับระบบการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรม (Engineering Change Management) ที่เกี่ยวข้องกับรายการวัตถุดิบ

• ขั้นตอนการผลิต (Routing)
ขั้นตอนการผลิต (Routing) จะประกอบด้วยอย่างน้อยหนึ่งขั้นตอน หรือมากกว่า โดยจะเรียงตามลำดับจากขั้นตอนแรกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย โดยแต่ละขั้นตอนการผลิตจะต้องสามารถระบุได้ถึง เวลาที่ใช้ในการผลิต (Run Time) เวลาที่สูญเสียในแต่ละขั้นตอน (Waste Time) จำนวนแรงงานหรือเครื่องจักรที่ใช้ในขั้นตอนการผลิต (Man or Machine Usage) ขั้นตอนที่ใช้ทดแทน (Alternate Routing) วันที่มีผลบังคับใช้ในส่วนประกอบแต่ละขั้นตอน (Effective Date) การประมาณผลผลิตดีในแต่ละขั้นตอน (Yield Percentage) การระบุขั้นตอนแบบให้ผู้รับเหมาช่วง (Subcontractor) การคำนวณหาระยะเวลาในการผลิตผลิตภัณฑ์ (Roll Up Total Lead Time) และความสัมพันธ์กับระบบการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรม (Engineering Change Management) ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการผลิต

• ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP – Material Requirement Planning)
ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP – Material Requirement Planning) เป็นกุญแจสำคัญของการวางแผนโรงงาน ซึ่งจะใช้ตารางการผลิตหลักของโรงงานและแหล่งที่มาของอุปสงค์และอุปทานอื่นๆ เพื่อคำนวณหา
– ความต้องการสุทธิและวัตถุดิบคงคลังในมือที่ได้วางแผนไว้
– ตารางและแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ
– ข้อควรปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการวางแผนวัตถุดิบ เช่นการสั่งให้ซื้อเพิ่มหรือยกเลิกการซื้อวัตถุดิบในบางรายการ
MRP จะคำนวณถึงสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ของรายการที่ต้องซื้อและรายการที่ต้องการผลิต โดยจะบอกถึงจำนวนอุปสงค์หรือความต้องการ และคำนวณระยะเวลาที่ต้องทำการสั่งซื้อเพิ่มเติมให้เต็มความต้องการ
โดย MRP จะมองที่ความต้องการผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อ (Finished Items demand) และใช้โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ (Product Structure) เพื่อคำนวณหาความต้องการของรายการส่วนประกอบ (Component Items) โดยแต่ละรายการส่วนประกอบนั้น จะพิจารณาถึงรายละเอียดรายของการสั่งซื้อ (Order Information) จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (Inventory On Hand) ระยะเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time) โดยจะสร้างแผนการสั่งซื้อ/ผลิต (Planned Ordered) และคำแนะนำต่างๆ เป็นเสมือนผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ

แหล่งที่มาของความต้องการ (Source of Demand) มีดังต่อไปนี้
– ใบสั่งขายสินค้า (Sales Orders)
-ตารางการส่งของจากลูกค้า (Customer Schedule Order)
– การประมาณการยอดขายหรือการผลิต (Sales Forecast or Production Forecast)
– ปริมาณขั้นต่ำเพื่อความปลอดภัย (Safety stock) หรือความต้องการพิเศษจากโรงงาน (Special Requirement from Manufacturing)

แหล่งที่มาของสิ่งที่มีอยู่ (Source of Supply) มีดังต่อไปนี้
– จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (QOH – Quantity on hand)
– ใบสั่งซื้อวัตถุดิบ (Material Purchase Order)
– ใบสั่งผลิตในโรงงาน (Work Order or Manufacturing Order)
– ตารางการส่งวัตถุดิบจากผู้ขาย (Supplier schedule order)

• ระบบการวางแผนความต้องการความสามารถทางการผลิต (CRP – Capacity Requirement Planning)
ระบบการวางแผนความต้องการความสามารถทางการผลิต (CRP – Capacity Requirement Planning) จะใช้แผนการสั่งผลิต (Planned Order) ที่ได้จากระบบ MRP ในการวัดภาระการผลิตของแต่ละหน่วยการผลิต โดยจะคำนวณภาระหน้าที่หรืองานที่ต้องทำ (Workload) สำหรับแต่ละแผนก (Department) จุดการทำงาน (Work center) หรือเครื่องจักร (Machine) โดยจะทำการแจกแจงขั้นตอนการผลิต (Routing) กระบวนการของแผนการสั่งผลิต (Planned Order) แผนการสั่งผลิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว (Firm Planned Order) และกำหนดถึงวันที่จะเริ่มต้นการผลิตและวันกำหนดเสร็จ ของแต่ละขั้นตอน โดยอ้างถึงปฏิทินการทำงานของจุดการผลิต (Shop Calendar) นั้นๆ เป็นเกณฑ์

• ระบบการวางแผนการผลิต (Production Planning)
การวางแผนการผลิตจะทำการจัดวางตารางการผลิตรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน สำหรับองค์กรที่มีโรงงานสำหรับผลิตสินค้า โดยจะปฏิบัติตามกำลังการผลิตของโรงงานนั้นๆ รวมถึงการประมาณการณ์ การกำหนดลำดับการทำงานผลิตก่อน -หลัง และการวางแผนวัตถุดิบ เป็นต้น

• ระบบควบคุมการผลิต (Shop Floor Control)
ระบบควบคุมการผลิตจะทำการจัดเตรียม การควบคุมการผลิต การติดตามสถานะของใบสั่งผลิตในโรงงานที่ทำการผลิต รวมถึงการส่งมอบใบสั่งผลิต การวางแผนความสามารถในการผลิต การจัดสรรทรัพยากร การติดตามผลการผลิตและรายงานผลการผลิตการตรวจสอบ ติดตามของเสียและการสิ้นเปลืองในการผลิต

• ระบบต้นทุนทางด้านการผลิต (Production Cost)
ระบบต้นทุนทางด้านการผลิต จะทำการวิเคราะห์ ค้นหา ต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการผลิต จนกระทั่งได้ต้นทุนรวมของผลิตภัณฑ์ โดยต้นทุนรวมของผลิตภัณฑ์จะต้องมีความเกี่ยวพันถึง ต้นทุนค่าแรงงาน (Labor Cost) ต้นทุนค่าวัตถุดิบ (Material Cost) ต้นทุนของโรงงานการผลิต (Manufacturing Cost) และค่าใช้จ่ายประจำหรือค่าโสหุ้ย (Overhead Cost) โดยจัดเตรียมวิธีการจัดการต้นทุนที่มีความหลากหลาย เช่น การคำนวณต้นทุนแบบมาตรฐาน (Standard Cost) แบบตามค่าใช้จ่ายจริง (Actual Cost) แบบต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost) เป็นต้น

• ระบบการบริหารการผลิตแบบกลุ่มโครงการ (Project Management)
ระบบการบริหารการผลิตแบบกลุ่มโครงการจะทำการตรวจสอบต้นทุนและตารางการผลิตโดยพื้นฐานของโครงการแต่ละโครงการ โดยส่วนใหญ่จะต้องประกอบด้วยระบบการควบคุมโครงการ ระบบการวิเคราะห์โครงการ ระบบควบคุมงบประมาณ โครงการ ระบบการรักษาเวลา เพื่อสนับสนุนให้การผลิตในโครงการนั้นมีประสิทธิผล และทำกำไรได้สูงสุด

ที่มา : http://course.eau.ac.th
QM Qulity Management
QM Quality Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการด้านคุณภาพ

ระบบการจัดการคุณภาพ (Quality Management)
ระบบการจัดการคุณภาพ จะทำการรวบรวมเทคนิคในการปฏิบัติงานต่างๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการในการควบคุมคุณภาพ (Quality Control) การสร้างและการบริหารแผนการตรวจสอบคุณภาพ (Inspection Plan) การควบคุมการสูญเสียที่เกิดจากการผลิต (Defective Control) และการรวบรวมระเบียบการตรวจสอบคุณภาพ (Inspection Procedure) โดยระบบนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้
– การใช้วัตถุดิบเกินมาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากการสูญเสียที่เกิดจากผลิต จะต้องมีการปรับค่าวัตถุดิบในมือด้วย
– เมื่อเกิดมีวัตถุดิบเสียหายอันเกิดมาจากตัววัตถุดิบเอง ระบบจะต้องมีการบันทึก/รายงานการเสียหายนั้น การกระทำการแก้ไข (Corrective Action) การวิเคราะห์ความเสียหาย (Failure Analysis) เพื่อให้รายงานนั้นส่งถึงผู้ขายวัตถุดิบ ซึ่งอาจจะเป็นระบบอัตโนมัติก็ได้
– การบันทึก/วัดผล การตรวจสอบวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ รายงานแบบผู้ขายและแบบรายการวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์
– การแยกกลุ่มวัตถุดิบคงคลัง แบบยังไม่ได้มีการตรวจสอบคุณภาพ ไม่ให้รวมกับวัตถุดิบคงคลังที่ทำการตรวจเรียบร้อยแล้ว
– การสอบถาม/รายงานข้อมูลการตรวจสอบวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ รวมถึงการติดตามสืบค้น วิธีการ/ผลตรวจสอบ โดยข้อมูลดังกล่าวจะต้องเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ซึ่งจะต้องรวมถึง ปริมาณของสูญเสียที่เกิดจากการผลิต (Quantity Defected) ปริมาณของเสียที่คัดทิ้งที่เกิดจากการผลิต (Quantity Rejected) เหตุผลของการสูญเสียที่เกิดจากการผลิต (Defected/Rejected Reason) แนวทางการแก้ไข/ปฏิบัติ (Corrective Action)
– การแยกกลุ่มผลิตภัณ์ที่ไม่ได้คุณภาพ ที่ต้องการซ่อมแซม (Rework status) วัตถุดิบคงคลัง แบบยังไม่ได้มีการตรวจสอบคุณภาพ ไม่ให้รวมกับวัตถุดิบคงคลังที่ทำการตรวจเรียบร้อยแล้ว

ที่มา : http://course.eau.ac.th

Share this:
PM plant Maintenance
PM Plant Maintenance หรือโมดูลทางด้านการซ่อมบำรุงโรงงาน

เป็นโปรแกรมการบริหารงาน และควบคุมระบบการซ่อมบํารุงด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นการบริหารงาน และควบคุมระบบการซ่อมบํารุง ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นระบบการทำงานภายใต้ระบบงาน SAP ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในบริษัทชั้นนำทั่วไป โดยการควบคุมระบบงานซ่อมด้วย ใบสั่งงาน (MO – Maintenance Order) และการวางแผนงานบำรุงรักษา (Preventive Maintenance) โดยระบบมีความสอดคล้องกับระบบ TPM (Total Preventive Maintenance) ซึ่งระบบ TPM นั้น เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในระบบอุตสาหกรรม
ซึ่งประกอบด้วย 5 Module ใหญ่ๆ ดังนี้
1.ระบบการบริหารการซ่อม (Repair/Corrective Maintenance)
0 แจ้งซ่อม (MR. Maintenance Request)
o ใบสั่งซ่อม (MO. Maintenance Order)
o ปิดงานซ่อม (MC. Maintenance Complete)
o ตรวจรับงานซ่อม (MA. Maintenance Approved)
o วิเคราะห์/รายงาน/กราฟ สรุปการทำ Maintenance
Ø เวลาเครื่องจักรหยุด (Downtime)
Ø แนวโน้มการหยุดของเครื่องจักร (Trend of Downtime)
Ø ประสิทธิภาพของเครื่องจักร (Performance of Machine)
Ø ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง (B.M. Budget)
Ø สาเหตุการเสียของเครื่องจักร (Root cause of Machine)
2.ระบบการบริหารการบำรุงรักษา (Preventive Maintenance System : P.M.)
o สร้างแผนงานบำรุงรักษา (P.M. Create)
Ø กำหนดแผน (วัน/สัปดาห์/เดือน/ปี)
Ø กำหนดวันทำงาน
Ø กำหนดคน
Ø กำหนดเวลาการทำงาน
Ø กำหนดการเปลี่ยนอะไหล่
o ออกใบสั่งงานบำรุงรักษา (P.M. Work Order)
o ปิดงานบำรุงรักษา (P.M. Complete)
o ตรวจรับงานบำรุงรักษา (P.M. Approved)
o วิเคราะห์/รายงาน/กราฟ สรุปการทำ P.M.
Ø ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา (P.M. Budget)
Ø ติดตามแผนบำรุงรักษา (P.M. PM Plus+TM up)
Ø วิเคราะห์แผนบำรุงรักษา (P.M. Analyses)
Ø วิเคราะห์แรงงาน (Labor Analyses)
3.ระบบการบริหารพัสดุ, การสั่งซื้อและการบริหารต้นทุนแรงงาน (Material Reservation, External Procurement, Labor Cost)
o บริหารจัดการ stock พัสดุแบบรวมศูนย์ (Spare Part Pool)
o บริหารจัดการสั่งซื้อพัสดุจากภายนอก
o บริหารจัดการต้นทุนแรงงานในการซ่อมบำรุง

4.ระบบการบริหารประวัติการซ่อมบำรุง (Maintenance History)
o เก็บบันทึกประวัติการซ่อมบำรุงทั้งในส่วนของ Report ต่างๆ, ค่า downtime, ประวัติการซ่อม,ประวัติเครื่องจักร, BOM ของเครื่องจักร

5.ระบบการบริหารต้นทุนและการวิเคราะห์การซ่อมบำรุง
o สามารถบริหารต้นทุนของการซ่อมบำรุง
o สามารถวิเคราะห์ต้นทุนหรือการซ่อมบำรุงได้หลายรูปแบบ

ที่มา : http://nakzido.multiply.com

Share this:
HR Human Resource
HR Human Resource หรือโมดูลทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล

โมดูลทรัพยากรบุคคลจะประกอบด้วย โปรแกรมทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับงานบริหารงานบุคคล สำหรับผู้บริหารและพนักงานทกๆคน เช่น การบริหารงานบุคคล (Personnel Management) การจัดการคุณประโยชน์ (Benefit Management) ระบบการบริหารเวลาการทำงาน (Attendance System) การจัดการค่าจ้างหรือเบี้ยเลี้ยง (Payroll Management) การประเมินผลงาน (Evaluation System) โดยทั้งนี้และทั้งนั้น โมดูลทรัพยากรบุคคลจะเป็นโมดูลที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จ/ความล้มเหลว ของระบบ ERP น้อยที่สุด และโดยเฉพาะในประเทศไทย โมดูลทรัพยากรบุคคลในระบบ ERP จะไม่นิยมถูกเลือกใช้ อันเนื่องมาจากความไม่เหมาะสมของสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้าน ภาษี วิธีการทำงานที่แตกต่างกัน เงื่อนไขของรายได้ ผลประโยชน์ เป็นต้น

• ระบบการบริหารงานบุคคล (Personnel Management)
​ระบบการบริหารงานบุคคล จะรวมระบบงานต่างๆ ที่รองรับการทำงานด้านบริหารงานบุคคลไว้ด้วยกันเช่น การคัดสรรบุคคลากร ฐานข้อมูลส่วนบุคคล การสืบค้นข้อมูลส่วนบุคคลในอดีต โครงสร้างองค์กร การบริหารการฝึกอบรม/การพัฒนาอาชีพ การจัดการการใช้รางวัล การจัดการโครงสร้างตำแหน่งและค่าจ้าง การบริหารวันหยุด และวันลาต่างๆ เช่น
– การลาป่วย
– การลาพักร้อน
– การลากิจ
– การลาเพื่อกิจการขององค์กร
– การลาประเภทอื่นๆ
​ทั้งนี้ควรรวมถึงการจัดการค่าตอบแทน การจัดการงบประมาณและต้นทุน การจัดการค่าใช้จ่าย รายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ การสืบค้นประวัติการลงโทษทางวินัย การบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุ/การบาดเจ็บ และการสูญเสียเวลาการทำงานของพนักงาน และรายงานต่างๆที่เกี่ยวกับข้อมูลพนักงานและประวัติในอดีต

• ระบบการบริหารเวลาการทำงาน (Attendance Management)
​​ระบบการบริหารเวลาการทำงาน จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางด้านเวลาการทำงานของพนักงาน เวลาเข้าทำงานและเวลาเลิกงาน คำนวณชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา คำนวณค่าเบี้ยเลี้ยงต่างๆ คำนวณเงินหัก โดยระบบจะต้องเชื่อมต่อกับระบบการบริหารงานบุคคลเพื่อตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล ฐานรายได้ต่างๆ ในการคำนณเบี้ยเลี้ยง ตรวจสอบการลาต่างๆ และระบบจะต้องทำการเชื่อมต่อกับระบบการบริหารเงินเดือนหรือการจ่ายค่าจ้าง เพื่อรวบรวมรายได้ของพนักงานแต่ละคน ในงวดค่าจ้างต่อไป
​โดยปกติระบบนี้อาจจะไม่มีในระบบ ERP บางราย หรือเงื่อนไขอาจไม่ตรงกับลักษณะการทำงาน ขององค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะ ERP ที่มาจากทางด้านยุโรปและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น อาจนำระบบการบริหารเวลาการทำงานจากภายนอก มาเชื่อมต่อ อาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่า

• ระบบการบริหารเงินเดือน (Payroll Management)
​ระบบการบริหารเงินเดือน จะทำหน้าที่จัดการทางด้านการเงิน โดยการเตรียมการคำนวณ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยงและเนหักต่างๆ ในแต่ละงวดการจ่ายค่าจ้าง/เงินเดือน โดยระบบการบริหารเงินเดือนจะต้องรองรับการคำนวณและหักภาษี การเตรียมเช็คเพื่อสั่งจ่าย รวมถึงการเก็บข้อมูลเพื่อรองรับการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง

• ระบบการประเมินผล (Evaluation)
​ระบบการประเมินผล จะทำหน้าที่รวบรวมประวัติการทำงานของพนักงานแต่ละคนในการขาดงาน ลา สายและจัดเตรียมการเก็บข้อมูล/ประมวลผล การประเมินผลงานจากหัวหน้างาน เพื่อคำนวณร่วมกับสูตรการขึ้นเงินเดือน อัตราการจ่ายเงินโบนัส หรือเงินปันผล ในแต่ละงวดการประเมิน

ที่มา: http://course.eau.ac.th

Share this:
TR Treasury
TR Treasury หรือโมดูลทางด้านการบริหารการเงิน

• ระบบการบริหารเงินสด (Cash Management)
ระบบการบริหารเงินสดได้รวมถึงความสามารถของระบบที่จะบันทึกค่าใช้จ่ายเงินสดหรือเงินฝาก การบันทึกการชำระเงินสดและการรับ รายงานการวางแผนเงินสด (Cash Project Report) การคำนวณความคาดหวังของเงินสดที่จะใช้และแหล่งที่มา เงินสดในปัจจุบันที่พร้อมใช้ประโยชน์ได้ (Expected Cash Users/Sources) และอื่นๆ รวมถึงการตรวจดูและวิเคราะห์การถือครองเงินสด (Analyzes Cash Holdings) การทำความตกลงทางด้านการเงิน (Financial Deals) และความเสี่ยงในการลงทุน (Investment Risk)

• ระบบการบริหารงบประมาณ (Budgeting)
ระบบการบริหารงบประมาณได้รวมถึงการควบคุมงบประมาณหลักขององค์กร (Budgetary Controls) การทำบัญชีงบประมาณ (Budget Accounting) การพัฒนางบประมาณ (Budget Development) และการจัดสรรงบประมาณ (Budget Allocation) โดยระบบควรจะจัดเตรียมเครื่องมือให้เพียงพอที่จะทำให้ที่จะทำให้สามารถพัฒนารายละเอียดของงบประมาณ และการวิเคราะห์ โดยส่วนที่เพิ่มเติมควรจะสามารถเข้าไปรวมกันได้กับระบบการบริหารโครงการได้อย่างสมบูรณ์เสมือนระบบเดิม หรือไม่ก็ควรจะเชื่อมต่อกันได้

• ระบบบัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable)
ระบบบัญชีเจ้าหนี้จะทำการติดตามกำหนดการจ่ายเงินจากลูกค้าที่จะต้องทำการจ่ายให้องค์กร โดยบรรจุเครื่องมือที่จะทำการควบคุม และเร่งการรับเงินจากรายการที่บันทึกไว้ของใบสั่งขาย (Sales Order) เพื่อโอนไปเป็นการรับชำระหนี้ โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้
– ระเบียบและนโยบายบัญชีและลูกหนี้ขององค์กร (AR Company Policies & Procedure)
– ข้อมูลหลักของลูกค้าและหลักฐานการรับเงิน (Customer / Voucher Master Data)
– การทำใบสำคัญในการรับเงิน และการวิเคราะห์ระยะเวลาการรับชำระหนี้ (Bill Processing & Aging Analysis)
– การบริหารเงินเชื่อ (Credit Management)
– เอกสารในการรับชำระเงินสด และขั้นตอนการรับเงิน (Credit/Payment Application, Receipt Processing)
– ใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Processing)
– การโอนข้อมูลบัญชีแยกประเภทลูกหนี้ (AR Ledger Posting)
– การบัญชีต่างสกุลเงินและการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน (Multicurrency Accounting & Conversion)
– รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีลูกหนี้ การควบคุม (AR Transactions & Controls)
– รายงานต่างๆ สำหรับบัญชีลูกหนี้ (AR Reporting)

• รายงานการเงิน (Financial Reporting)
รายงานการเงินทำให้สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพขององค์กรได้แม่นยำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากรายงานเหล่านั้น โดยรายงานเหล่านี้จะอนุญาตให้องค์กรย่อยทราบรายละเอียดทางด้านการเงิน (Financial Information) ขณะเดียวกัน องค์กรใหญ่ที่ถือหุ้นในองค์กรย่อย (Subsidiaries) จะสามารถตรวจสอบผลการดำเนินการขององค์กรสาขาทั้งหมดและดูข้อมูลข่าวสารรวม (Consolidate) ไดัเช่นกัน โดยระบบควรจะมีเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานเพิ่มขึ้นเองได้ และจัดเตรียมความลึกที่เพียงพอของข้อมูล (Depth of Data) และการเข้าถึงข้อมูลการเงินที่จะสามารถสรุปได้จากข้อมูลทั้งหมด

ที่มา : http://course.eau.ac.th

Share this:
WF Workflow
WF Workflow หรือโมดูลทางด้าน Flow ของกระบวนการทำงาน

1 สร้างรายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Transaction) ทั้งการรับ (Receipt) การจ่าย (Issue) และการโอนย้าย (Transfer)

2 ข้อห้ามต่างๆ ในการทำรายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Restrict Inventory Transaction)

3 การตรวจสอบติดตาม (Monitor) รายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Transaction) และประวัติการบันทึกในระบบ
4 การกำหนดโรงงาน คลังที่จัดเก็บ โรงเก็บสินค้า/วัตถุดิบ ที่หลากหลาย (Multiple Plant, Store and Warehouse)
5 การควบคุม ติดตามที่ตั้งและกลุ่มของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (Location and Lot Control)
6 การจองและการจัดสรรวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง (Reservation and Allocation)
7 การตรวจนับของในคลังสินค้าตามวาระ (Cycle Count) เพื่อพิสูจน์จำนวนยอดคงคลังในมือ (On-hand Qty)
8 การปรับยอดในคลัง (Inventory Adjustment)
9 ความสามารถในการใช้หน่วยวัดที่หลากหลาย (Multiple Unit of Measurement)
10 การวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) เพื่อแบ่งกลุ่มความสำคัญของผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ
11 รายงานต่างๆ เกี่ยวกับระบบคลังสินค้าและวัตถุดิบ

ที่มา : http://course.eau.ac.th
IS Industry Solutions
IS Industry Solutions

คือส่วนระบบงานธุรกิจเฉพาะ โดยที่ไม่ใช่โมดูลมาตรฐานของระบบ SAP R/3 ซึ่งจะมีทั้งระบบ Aerospace, Automotive, Banking, Chemicals, Consumer Products, Engineering and Construction, Healthcare, Higher

ที่มา : http://it.eau.ac.th

Share this:

Posted in Uncategorized | Leave a comment

assingment

การนำระบบ ERP ไปใช้ในธุรกิจ
ซอฟแวร์ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning)

เราจะสามารถเรียกว่า ERP ได้หรือไม่ ต้องดูว่ามีส่วนประกอบระบบย่อย (Module) ต่างๆก่อนว่าบรรจุมาครบ 4 หมวดหลักข้างล่าง หรือเปล่า

1. หมวดลอจิสติกส์ Distribution or Logistics : ระบบที่เกี่ยวกับการซื้อ (วัตถุดิบ) และขาย (สินค้า) ต้องมีระบบ Purchasing (PU) และ Sale Order Processing (SO) บางซอฟแวร์อาจรวมถึงระบบบริหารคลังสินค้า (Warehouse Management) ด้วย หมวดนี้ถ้าซอฟแวร์ที่ดีจริงต้องรวมหมายถึง ระบบการจัดส่งแบบครบวงจรทั้งระบบ ไม่ว่า shipping การนำเข้าและส่งออก BOI ฯลฯ ด้วย จริงๆแล้วจุดประสงค์ของหมวดนี้ก็คือ ตัวซอฟแวร์ต้องบอกให้เรารู้ว่า วัตถดิบที่สั่งมาจาก supplier ตอนนี้อยู่ที่ไหน เช่น อยู่ในขั้นตอนการสั่งซื้อ ลงเรือมาแล้ว อยู่ที่ท่าเรือ ฯลฯ หรือ สินค้าที่ส่งไปให้ลูกค้า ไปถึงเขาหรือยัง อยู่ที่ไหน ฯลฯ

2. หมวดการผลิต Production or Manufacturing: MRP I, MRP II ระบบที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้า ก็ต้องมีกระบวนการครบตั้งแต่ นำวัตถุดิบ มาผ่านกระบวนการผลิต จนเป็นสินค้า ทั้งในส่วนการวางแผน (Planning) และการควบคุม (Control) ฯลฯ ซึ่งมักประกอบด้วยโมดูล อาทิ Inventory Management (IM), Bill-Of-Material (BOM) & Routing, Production Planning & Schduling (PC), Material Planning (MRP), Capacity Planning etc. สำหรับเรื่องการวางแผนและควบคุมกระบวนการผลิต ให้ลองหาอ่านในตำราเกี่ยวกับเรื่อง Material & Production Planning & Control เพราะมีหลายระบบ คัมบัง (Janban) ไคเซ็น (Kaizen) JIT (Just-In-Time) ฯลฯ ส่วนมากซอฟแวร์ต่างประเทศจะใช้โครงสร้างหลักมาจากทฤษฏีเหล่านี้ก่อน แล้วเอาประสบการณ์สถานการจริงมาเสริมเข้าไป หมวดการผลิตนี้ หลักๆจะแยกเป็นสองส่วนคือ Material กับ Production การที่เราจะผลิตสินค้าอะไรก็ต้องรู้กรรมวิธีการผลิต รวมถึงส่วนผสมต่างๆที่ใช้ในการผลิต เรียกต้องมีโมดูลเรื่องสูตรการผลิต (BOM)

* เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะผลิตอะไร เท่าไร ก็ต้องมีระบบพยากรณ์ยอดขาย (Forecast) รวมถึงระบบการวิเคราะห์การขาย (Sale Analysis)

* การวางแผนสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการผลิต ถ้าสั่งมาไม่ทันไม่พอดี ไลน์การผลิตก็หยุด สั่งมาเกินก็ต้นทุนจม ดังนั้นก็ต้องมีการวางแผนที่ดี เรื่องพวกนี้อยู่ในหมวด MRP-I เมื่อวางแผนแล้วก็ลงมือปฏิบัติและติดตามผล เช่น ผลิตวันละสองพันชิ้น แต่ทำจริงได้ขาดเกิน ฯลฯ ก็ต้องมีระบบมาควบคุมและติดตามผล (Control)

* หมวดนี้เป็นจุดสำคัญที่จะแยกว่า ERP เหมาะกับเราหรือไม่ เพราะระบบการผลิตในแต่ละอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน เช่น โรงงานทำยา อาหาร ประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก ฯลฯ หรือวงการเครื่องนุ่งห่มการ์เม้นท์ (Garment) ดังนั้นให้เลือกดูจากยี่ห้อของผู้ขายว่า เขามีประสบการณ์ช่ำชองในอุตสาหกรรมประเภทไหนมาก่อน

3. หมวดการเงิน Finance or Accounting: หมวดนี้ก็คือ ระบบบัญชีและการเงินพื้นฐานหลัก 3 modules คือ ระบบบัญชีเจ้าหนี้ AP (Account Payable), ระบบบัญชีลูกหนี้ AR (Account Receivable), ระบบบัญชีแยกประเภท GL (General Ledger) แต่ ERP ที่ออกแบบมาสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ต้องที่มี ระบบบัญชีต้นทุน (Costing) ด้วย เนื้อหาสาระอยู่ที่ระบบ Costing น่ะครับ เพราะกำไรขาดทุน ต้องรู้ต้นทุนและบริหารต้นทุนเป็น ผมมองดัชนีชี้วัดความสำเร็จของนำระบบ ERP มาใช้ตรงที่ให้ข้อมูลส่วนนี้แก่ผู้บริหารที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ดังนั้น ระบบบัญชีของ ERP ไม่เหมือนระบบ trading ที่ซื้อมาขายไปที่เน้นด้านการตลาดเป็นหลัก แต่เน้นระบบบัญชีโรงงาน เน้นต้นทุนเป็นหลัก เพราะต้องผลิตสินค้า ต้องรู้ต้นทุน ค่าวัตถุดิบ ค่าโสหุ้ย ค่าแรง ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า ดังนั้น ระบบต้องหาต้นทุนสินค้าจริงต่อหน่วยออกมาให้ได้

4. หมวดเสริม Others ส่วนนี้เป็นเรื่องอาหารเสริม อาทิ ระบบบุคคลากร Human Resource, ระบบซ่อมบำรุง Maintenance, ISO etc. สำหรับระบบบริหารงานบุคคลส่วนมากมักพัฒนาขึ้นเองครับ เพราะจุกจิกหลายอย่าง รวมถึงเรื่องตัวบทกฎหมายของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน ฯลฯ

* ระบบ ERP ที่สมบูรณ์นั้น ต้องมีการเชื่อมโยงกันของทุกๆ modules ในทุกหมวดข้างต้นอย่างกลมกลืน เรียกว่า online realtime ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนในโลก (anywhere anytime anyplace anypoint…) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้ามีการคืนสินค้า ระบบต้องรู้เลยว่า สินค้าที่คืนนี้ เป็นสินค้าของเราจริงหรือไม่ อินวอยร์ไหน ขายไปวันไหน ล๊อตไหน ผลิตวันไหน ผลิตที่แผนกไหนเวลาไหน เครื่องจักรไหน คนงานที่ผลิตชื่ออะไร ใช้ชิ้นส่วนวัตถุดิบอะไร ล๊อตไหน ซื้อมาจากไหน วันไหน ใบสั่งซื้อเลขที่เท่าไร ฯลฯ

* หัวใจของการระบบ ERP อยู่ที่ข้อสอง ส่วนมากหลายที่นำ ERP มาใช้เพียงแค่ข้อ 1 & 3 (Logistic & Finance = trading) เท่านั้น ซึ่งผมว่ายังไม่ถึงแก่นแท้ของระบบ ERP คือ Logistic กับ Accounting เปรียบเหมือนเราแค่ปลอกเปลือกส้ม แต่ยังไม่ถึงเนื้อหรือแกนข้างในที่บรรจุ MRP (Material Requirement Planning) ไว้

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6fcc2a2c5e0fcd75

ตัวอย่างบริษัทที่ใช้ERPในประเทศไทย

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) สำหรับบริษัท ไทยแลนด์ เทรดดิ้ง อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส จำกัด (TTIS ธุรกิจเกี่ยวกับธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยมุ่งเน้นทางด้านสิ่งทอเป็นหลัก ระบบเก่า ของบริษัทฯ มีปัญหาค่อนข้างมาก เช่น ปัญหาเรื่องการเก็บข้อมูลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ความซับซ้อนของ โปรแกรม ความซับซ้อนของข้อมูล ได้ทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ของระบบและทำการสร้างระบบขึ้นมาใหม่เพื่อให้ใช้งานง่ายยิ่งขึ้นและยังเป็นการช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล
บริษัท ไทยแลนด์ เทรดดิ้ง อินฟอเมชั่น เซอร์วิส จำกัด (TTIS) เป็นบริษัทที่รับทำสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบัน ทางบริษัทฯได้มีการขยายระบบและการพัฒนาองค์กรในต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผลทำให้ระบบเดิมที่ทางบริษัทฯ ใช้ในการจัดการองค์กรนั้นมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอกับการขยายงาน จึงทำให้เกิดปัญหาหลายๆ ด้านตามมา ได้แก่
1. เกิดการซ้ำซ้อนของการจัดเก็บข้อมูลในระบบ ซึ่งปัญหานี้เป็นผลพวงมาจากการออกแบบระบบเดิมนั้นไม่ได้รองรับการขยายตัวขององค์กรภายภาคหน้า จึงทำให้ต้องมีการสร้างระบบใหม่เพื่อมาต่อเติมระบบเก่าอยู่ตลอดเวลา
2. ปัญหาของระบบเดิม เนื่องจากระบบเดิมมีการสร้างส่วนต่อเติมเพื่อรองรับการขยายงานที่เพิ่มขึ้นขององค์กรจึงทำให้ระบบมีความยุ่งยากในการใช้งาน
จากปัญหาดังกล่าวบริษัท ทีทีไอเอส จำกัด จึงมีความประสงค์ที่จะสร้างระบบใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการจัดเก็บข้อมูลของระบบ อีกทั้งเพื่อรองรับการขยายงานที่มีอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวหมดไปจึงได้มีการสร้างระบบ ERP FOR TTIS ขึ้น
ระบบ ERP สำหรับบริษัท ทีทีไอเอส จำกัด จะคำนึงถึง 4 ส่วนใหญ่ๆ ของระบบเท่านั้น คือ ระบบงานขาย ระบบลูกค้า คลังสินค้า และส่วนบริหารระบบ ซึ่งการทำงานทั้ง 4 ส่วนนั้นมีความเชื่อมโยงกันเป็นอย่างเป็นระบบ โดยส่วนบริหารระบบจะเป็นส่วนการกำหนดข้อมูลเบื้องต้นของระบบ เช่น ข้อมูลการวางแผนประจำปีของบริษัท การกำหนดยอดการขาย การเพิ่มข้อมูลส่วนพนักงานใหม่ เป็นต้น ในส่วนระบบลูกค้าจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันระหว่างฝ่ายขายของบริษัทกับลูกค้าโดยตรง ระบบจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลรวมถึงการติดต่อและติดตามงานลูกค้าทุกประเภท ซึ่งทำให้สามารถทำการติดตามย้อนหลังของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้พนักงานยังสามารถดึงข้อมูลลูกค้าทุกคนผ่านระบบงานขายเพื่อทำการออกใบเสนอราคา หรือทำการบันทึกติดต่อซื้อขายกับลูกค้าผ่านระบบนี้ได้อีกด้วย อีกทั้งระบบคลังสินค้าสำหรับโครงงานนี้ สามารถทำการบันทึกสินค้าเข้า-ออกคลังและตรวจสอบสินค้าตามจำนวนสินค้าที่ขายโดยนับจำนวนจากสินค้าที่ออกตามใบข้อตกลง ซึ่งนับว่าเป็นการรวมทุกส่วนเข้าด้วยกันผ่านระบบ ERP
สรุปผล
สำหรับบริษัท ทีทีไอเอส นี้ ได้จัดทำระบบ ERP ขึ้นใหม่ ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลลูกค้า งานขาย และคลังสินค้า โดยพัฒนาจากระบบเดิมที่ทางบริษัทใช้งานอยู่ แต่เนื่องจากระบบเดิมที่บริษัทใช้อยู่ มีการใช้งานที่ยากซับซ้อน มีการเก็บข้อมูลทับซ้อน และทำงานได้ช้า จึงได้นำ ERP ระบบใหม่เข้ามาใช้งาน ตามความต้องการของบริษัท
หลังการนำระบบ ERP มาใช้ พบว่าสามารถใช้งานเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า สามารถลดความซ้ำซ้อนของการเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลได้ พนักงานสามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก และผู้ใช้สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายในกระบวนการทำงาน รวมถึงการประมวลผลเร็วกว่าระบบเดิม
ที่มา http://erpeau.blogspot.com/2012/09/erp_8966.html
ไอเอฟเอส โซลูชั่นส์ ไทย – ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการก่อสร้างและบริหารโรงงานเชิงอนุรักษ์ได้ใช้ไอเอฟเอส แอ็พพลิเคชั่นที่เป็นระบบ ERP แบบครบวงจร มุ่งเน้นการบริหารงานโครงการและให้บริษัทเข้าสู่สากล ทำให้บริษัททำงานได้อย่างเป็นมาตรฐานมากขึ้นด้วยระบบ ERP ที่มีการเชื่อมต่อระบบของสาขาทั่วโลก เพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาการทำงาน

บริษัทสมบูรณ์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี – เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพลาข้าง ด้วยระยะเวลาการทำธุรกิจ พิสูจน์ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นผ่านกระบวนการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล ที่สำคัญกลุ่มบริษัทสมบูรณ์ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำระบบ ERP ของ SAP ไปใช้งานเพื่อทดแทนระบบงานเดิม ในการนำ SAP มาใช้ในองค์กร เพราะต้องการนำระบบ ERP มาพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพ เรียกดูข้อมูล
ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเปรียบเทียบกับระบบเดิมที่ต้องใช้เวลางาน

ทีโอที – บริษัท ทีโอที ได้มีการนำระบบ ERP มาใช้งานโดยใช้ระบบ SAP ก่อนที่จะมาใช้ระบบ SAP นั้น บริษัทใช้ระบบ Manual ซึ่งมีความล้าช้า บริษัทจึงนำระบบใหม่เข้ามาใช้โดยใช้โปรแกรม SAP ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

บริษัท คริสตอลซอฟท์ จำกัด (มหาชน) – จำหน่ายผลิตภัณฑ์ FORMA ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี Client / Server เพื่อรองรับธุรกรรมที่มีจำนวน Transaction ปริมาณมาก และต้องการความปลอดภัยของข้อมูลสูง ทีมงานบริหารของคริสตอลซอฟท์มีความคิดที่จะใช้ระบบ ERPที่มีความสามารถเหนือกว่าหรือทัดเทียมซอฟท์แวร์จากต่างประเทศ จากประสบการณ์ในการผลิตซอฟท์แวร์ FORMULA ERP นสามารถเป็นผู้นำในการผลิตซอฟท์แวร์ทางด้านบัญชี ให้ผู้อื่นเดินตามและมีจำนวนผู้ใช้งานบน Windows มากที่สุด ทีมงานจึงไม่หยุดอยู่แต่เพียงแค่นั้น ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ FORMA ERP ขึ้นมาสำหรับธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ คือ FORMA TRD สำหรับธุรกิจซื้อมา-ขายไป

ดันกิ้นโดนัท – ระบบ ERP ถูกนำมาช่วยในการจัดการวัตถุดิบให้มีจำนวนพอเหมาะกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละร้าน ซึ่งช่วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องมีของเหลือค้างสต็อก ระบบ ERP ช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมโยงและเก็บข้อมูลของสาขาต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ฝ่ายการตลาดสามารถรับรู้ข้อมูลการขายของแต่ละร้านในช่วงเวลาต่างๆได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้สิ้นสุดในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนกลยุทธ์และกำหนดรายการส่งเสริมการขายได้อย่างรวดเร็ว และนำข้อมูลมาช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนการบริหารได้อย่างทันท่วงที

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) – ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการท่าเรือ เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน โดยเปิดให้บริการต่าง ๆ มากมาย เช่น บริการให้เช่าสถานที่ บริการรับฝากเก็บและบรรจุสินค้าเข้าตู้เพื่อการส่งออก บริการกองพัสดุ บริการขุดลอกร่องน้ำ บริการพื้นที่จอดรถ และบริการท่าเทียบเรือชายฝั่ง เป็นต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดหาโปรแกรมสำเร็จรูปด้าน ERP มาประยุกต์ใช้ ซึ่งทางกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาระบบ ERP ได้เข้ามารปรับข้อมูลในระบบให้ถูกต้องครบถ้วน การปรับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละบุคคล รวมทั้งแผนกฝึกอบรมผู้ใช้งาน เพื่อสามารถรองรับการปฏิบัติงานด้วยระบบ ERP ภายใต้โครงสร้างองค์กรใหม่ของ กทท. ให้มีความเชื่อมโยงกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการทำงานเป็นทีมที่สามารถใช้พื้นฐานข้อมูลเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ
เกรซ ออฟ อาร์ท – ผลิตอัญมณีไทยขนาดกลางโดนแรงกดดันจากการแข่งขันจนรายได้ถดถอยต่อเนื่อง ทำให้ต้องตัดสินใจปรับกลยุทธ์ธุรกิจจากการรับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า มาเป็นการออกแบบเครื่องประดับด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นของตนเองแล้วนำไปเสนอขายให้ลูกค้าแทน และได้มีการนำระบบไอทีเข้าช่วย ระบบที่ใช้ ก็คือ ERP ระบบดังกล่าวได้เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ คือ ตั้งแต่การบริหารจัดการระบบสต็อกวัตถุดิบ ไปจนถึงระหว่างกระบวนการผลิตที่ขั้นตอนการผลิต ด้วยระบบ ERP บริษัทสามารถมีระบบบริหารทรัพยากรในการผลิตซึ่งก็คือวัตถุดิบที่อยู่มากกว่า 10,000 ชนิด ได้แก่เพชร พลอย และหิน ในขนาด สีและเฉด รูปร่าง และคุณภาพ ที่แตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบอีอาร์พีนี้ช่วยให้ บริษัทสามารถเห็นสถานะของสต็อกแบบเรียลไทม์ ทำให้รู้ว่าวัตถุดิบตัวไหนที่ต้องสั่งเพิ่มบ้าง หรือต้องเตรียมสั่งเพิ่มเมื่อใด เมื่อระบบคอมพิวเตอร์คำนวณให้จากปริมาณออร์เดอร์ที่เข้ามา
UC – เป็นบริษัทที่ผลิตและประกอบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ สินค้าของบริษัทมีหลากหลายอย่าง ทั้ง Logic Devices , Memory, Mass Storage, ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ประยุกต์, อุปกรณ์ Networking ฯลฯ ในต้นทศวรรษที่ 1990 ทางบริษัทฯ ไม่พอใจระบบสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการระบบการผลิตและกระจายสินค้า โดยไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบทันทีทันใด รวมถึงมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและซ้ำซ้อน ผู้บริหารไม่สามารถได้ข้อมูลแบบ Real Time ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบบั่นทอนความสามารถของบริษัทในการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า โดยในปี 1993 ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบ ERP ระบบใหม่เชื่อมโยงข้อมูลของการวางแผน การจัดการคำสั่งลูกค้า การจัดซื้อ และการผลิต ได้ดีมากขึ้น
ที่มา http://www.openerpthailand.org/viewtopic.php?f=4&t=134
ข้อดีและข้อเสียของซอฟแวร์ ERP สำเร็จรูป
สำหรับท่านที่กำลังมองหา โปรแกรม ERP มาใช้กับระบบ Accounting & Distribution ในองค์กร เชื่อได้ว่าข้อมูลที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ จะช่วยให้ท่าน เลือกโปรแกรมได้ตรงตามความต้องการ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง มากกว่าการที่ไม่ได้เตรียมการอะไรเลย
ในอดีตหลายองค์กรมักเริ่มต้นการใช้ IT ด้วยการพัฒนาระบบ Accounting & Distribution ขึ้นมาด้วยตนเอง ซึ่งอาจจะพัฒนาด้วยบุคคลากรภายใน (In-house Development) หรือจ้าง Software House มาพัฒนาให้ ตามความต้องการเฉพาะ แต่ละองค์กรนั้น ซึ่งการใช้วิธีพัฒนาเอง หรือจ้างพัฒนานี้ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่แตกต่างกัน
ERP คืออะไร
ERPย่อมาจาก Enterprise Resource Planning
ERPคือ การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กร เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรขององค์กร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบจะเชื่อมโยงระบบงาน ต่างๆ ภายในองค์ เช่น งานขาย,งานทรัพยากรมนุษย์,งานบัญชีการเงิน,งานโครงการ, งานผลิต รวมถึงระบบการกระจายสินค้า เข้าำไว้ด้วยกัน
ระบบ ERP เบื้องต้น
ระบบ erp เบื้องต้น Accounting & Distribution ใช้สำหรับองค์กรที่ยังไม่เคยใช้ระบบ erp มาก่อนเพื่อที่จะทอลองใช้เบื้องต้นดูเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากนั้นค่อยพัฒนาปรับขึ้นไปหลังจากที่ได้มีประสบการณ์ ระบบ erp เบื้องต้นแล้วเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ราคา ERP
ราคาขี้นอยู่กับตัวโปรแกรมที่นำไปใช้ระบบ Accounting & Distribution ว่าเป็นระบบขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนหรือขนาดเล็ก

ข้อดีของการพัฒนา โปรแกรม ERP เอง

1. ได้ระบบตรงตามความต้องการ 100% เพราะผู้พัฒนา ย่อมต้องทำโปรแกรม ตามที่ผู้ใช้ต้องการ โดยไม่มีเงื่อนไข

2. สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ในการพัฒนาได้มากกว่า เช่น การเร่งเวลา การเพิ่มบุคคลากร การแก้ไขรายละเอียด (Specification) ของโปรแกรม และการรักษาความลับทางธุรกิจ เป็นต้น

ข้อเสียของการพัฒนา โปรแกรม ERP เอง

1. ต้นทุนในการพัฒนาจะสูง และควบคุมงบประมาณได้ยาก เพราะองค์กรต้องจ่ายเงินเดือนประจาให้โปรแกรมเมอร์ และต้องซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อการพัฒนาด้วยตนเอง แต่เพียงผู้เดียว ไม่อาจเฉลี่ยค่าใช้จ่าย ให้กับผู้อื่นได้ และมีความเสี่ยง หากทาเองแล้วไม่สาเร็จ

2. ค่าใช้จ่าย ในการบารุงรักษาโปรแกรม จะสูงแปรผันตามการลงทุน ในการพัฒนาโปรแกรม เพราะจะต้อง ว่าจ้างโปรแกรมเมอร์ ที่เขียนงานไว้เพื่อดูแลระบบต่อไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว กาลังงานที่ใช้ในการดูแล (Maintain) จะต้องน้อยกว่าขั้นตอนการพัฒนาเสมอ

3. องค์กรอาจถูกพนักงานโปรแกรมเมอร์ กลั่นแกล้งหรือต่อรอง กับองค์กร เพื่อประโยชน์ตนเอง ซึ่งองค์กร มักตกเป็นเบี้ยล่าง เพราะซอฟท์แวร์ ที่โปรแกรมเมอร์เขียนไว้ ไม่สามารถหาบุคคลอื่นมาดูแล หรือสานงานต่อได้ เมื่อโปรแกรมเมอร์ลาออก ก็ต้องทิ้งโปรแกรมตามไปด้วย หรือทนใช้ไป ท่ามกลางความเสี่ยง เหมือนยืนอยู่บนเส้นด้าย

4. องค์กรไม่อาจมุ่งทรัพยากรทั้งหมด เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะ อุตสาหกรรม ที่ดาเนินการอยู่ได้อย่างแท้จริง เพราะต้องคอยมาบริหาร การพัฒนาโปรแกรม ควบคู่ไปด้วย ทั้งๆที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญหลัก ขององค์กร

5. องค์กรมักตามไม่ทัน กับเทคโนโลยีด้าน IT ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะบุคลากรภายใน ไม่ได้ถูกผลักดันจากภาวะการแข่งขัน ในการพัฒนาโปรแกรม กับองค์กรอื่น

6. บุคลากรหรือโปรแกรมเมอร์ ภายในองค์กร มักมีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญน้อยกว่า โปรแกรมเมอร์ จากบริษัท Software House หรือจากบริษัทผลิตโปรแกรมสาเร็จรูป เพราะบริษัทเหล่านั้น มีการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ระหว่าง Senior Programmers และ Junior Programmers ได้อย่างทั่วถึง และมีการพัฒนาโปรแกรม ตลอดเวลา เป็นระยะเวลานาน ทาให้มีความเชี่ยวชาญ เป็นมืออาชีพมากกว่า

7. เมื่อความต้องการขององค์กรเปลี่ยนไป ในอนาคตตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โปรแกรมที่พัฒนาไว้เดิม อาจไม่รองรับการเปลี่ยนแปลง หรือไม่มีความยืดหยุ่นพอ เพราะผู้ออกแบบโปรแกรม ไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความไม่มีประสบการณ์ ความมักง่าย หรือความไม่รู้ หากโชคดีก็อาจจะพอแก้ไขกันได้ แต่หากโชคร้าย ก็ต้องพัฒนากันใหม่ เสียทั้งเงินทั้งเวลาอีกครั้ง

บทสรุปของการพัฒนา โปรแกรม ERP เอง

รูปแบบการพัฒนาโปรแกรมเองนี้ มักเป็นทางเลือกที่มีลักษณะเฉพาะอยู่มาก เช่น มักเป็นระบบ ที่เกี่ยวเนื่องกับความลับ หรือ Know How ขององค์กรที่ไม่ต้องการเปิดเผย ให้ผู้อื่นทราบ หรือต้องการความรวดเร็วเร่งด่วน ในการพัฒนา จากความต้องการ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น ระบบ Billing ของธุรกิจให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ที่มีโปรโมชั่นใหม่ทุกๆเดือน หรือระบบการขายแบบ MLM (Multi Level Marketing) ที่มีความซับซ้อน ในการขายและการคิด Commission เป็นต้น

ข้อดีของการจ้างพัฒนา โปรแกรม ERP เอง

1. ได้ระบบตามข้อตกลงการว่าจ้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับรายละเอียด และความชัดเจนของสัญญา

2. ต้นทุนในการพัฒนา และดูแลรักษาจะต่ำ กว่าการพัฒนาเอง เพราะเมื่อพัฒนาโปรแกรมเสร็จแล้ว องค์กรไม่ต้องรับภาระเงินเดือน โปรแกรมเมอร์ต่อ และไม่ต้องลงทุน เครื่องมือในการพัฒนาระบบเอง

3. สามารถควบคุมงบประมาณ การพัฒนาได้ หากมีความรอบคอบ ในการกาหนดขอบเขต และความรับผิดชอบของคู่สัญญา

4. ลดความเสี่ยง จากการผูกมัดโปรแกรม กับตัวบุคคล คือบุคลากรขององค์กรเอง ทั้งความเสี่ยงจากการลาออก หรือไม่สามารถทางานต่อไปได้

5. องค์กรสามารถ มุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านอื่น มากขึ้นโดยไม่ต้องกังวล กับงานการพัฒนาโปรแกรม ที่ตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญ

6. ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบ ในความสาเร็จของงาน ในนามนิติบุคคล ซึ่งเป็นความผูกพันด้วยกฏหมายแพ่ง และพาณิชย์ จึงทาให้ลดความเสี่ยง ในการลงทุน กรณีทาไม่สาเร็จตามแผนงาน ที่กาหนดไว้

ข้อเสียจากการจ้างพัฒนา โปรแกรม ERP เอง

1. โปรแกรมที่ได้ จะขาดความยืดหยุ่น และขาดการเตรียมการ สาหรับ การเปลี่ยนแปลงโปรแกรมในอนาคต เพราะผู้รับจ้าง จะผลิตโปรแกรมด้วยวิธีการ ที่เร็วที่สุด ถูกที่สุด เพื่อประหยัดต้นทุน ในการพัฒนาและให้มีกาไร และจะพัฒนาตามรายละเอียด ข้อสัญญา ที่มีการระบุไว้ เท่านั้น

2. โปรแกรมที่ได้ จะเป็นโปรแกรมที่ไม่ได้รับ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากต้องการจะเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ก็ต้องมีการว่างจ้างเพิ่มเติมเป็นคราวๆ ไป

3. ต้นทุนการจ้างพัฒนา จะสูงกว่าโปรแกรมมาตรฐาน เพราะเป็นการทาให้เฉพาะราย ซึ่งไม่เกิดการเฉลี่ยของต้นทุนไปสู่รายอื่นๆได้

4. ต้องผูกติดอยู่กับองค์กรที่รับจ้างเขียน ไม่สามารถจ้างผู้อื่น ดูแลรักษาระบบ แทนได้

บทสรุปของการจ้างพัฒนา โปรแกรม ERP เอง

การจ้างพัฒนาโปรแกรม โดยองค์กรภายนอก จะได้รับความนิยมหรือเหมาะสม ก็ต่อเมื่อองค์กร ไม่มีทางเลือก ที่จะใช้โปรแกรมมาตรฐาน และเป็นระบบ ที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ที่บ่อยมาก เป็นระบบที่เฉพาะเจาะจง ไม่สามารถทาซ้า เพื่อใช้ในองค์กรอื่นได้ เพราะหากโปรแกรม ที่จ้างพัฒนาไปนั้น สามารถนาไปทาซ้า เพื่อขายให้กับองค์กรอื่นได้ ท้ายที่สุดแล้ว โปรแกรมนั้น จะกลายเป็นโปรแกรมมาตรฐาน ในที่สุดอยู่ดี

ข้อดีของโปรแกรมมาตรฐาน

1. สามารถเลือกระดับการลงทุนได้ ตั้งแต่ไม่กี่พันบาท ไปจนถึงหลายล้านบาท ตามความสามารถของโปรแกรม และความต้องการขององค์กร ทาให้องค์กร มีทางเลือกที่หลากหลาย และเลือกลงทุนได้อย่างเหมาะสม

2. หากเป็นโปรแกรม ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะมีการเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ ตามการเปลี่ยนแปลง ของภาวะทางธุรกิจอยู่เสมอ

3. มีผู้ใช้งานหลากหลาย หากเป็นโปรแกรมที่อยู่ในตลาดมานาน มีลูกค้าเป็นจานวนมาก ก็จะลดความเสี่ยง กับการเจอ Bugของโปรแกรมขณะใช้งาน

4. สามารถชม และทดสอบความสามารถ ของโปรแกรม ก่อนการตัดสินใจซื้อ ทาให้เห็นภาพการทางาน ของโปรแกรม ที่ชัดเจนว่า เวลาใช้งานจริง ต้องทาอย่างไร ติดปัญหาอะไร

5. มีทางเลือกที่หลากหลาย สามารถเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด หรือเหมาะที่สุด สาหรับองค์กร สามารถสอบถาม Reference จากผู้ใช้องค์กรอื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน

6. มีการบริการบารุงรักษา หรือบริการอื่นๆ จากผู้ขายหรือผู้ผลิตโปรแกรม ซึ่งอาจมีหรือไม่มี ค่าใช้จ่ายให้พิจารณาเรียกใช้ได้

7. มักติดตามเทคโนโลยีด้าน IT และนามาใช้ผนวก กับโปรแกรมมาตรฐาน เพราะถูกผลักดัน จากผู้ผลิต และผู้พัฒนา รายอื่นๆ

ข้อเสียของโปรแกรมมาตรฐาน

1. ผู้ใช้ต้องปรับการทางานให้เป็นไปตาม Flow หรือความสามารถของโปรแกรม ซึ่งรูปแบบการทางานบางอย่าง ขององค์กร อาจต้องเปลี่ยนแปลงไป และอาจมีผลกระทบ กับการทางาน ตามโครงสร้างองค์กรเดิม ซึ่งอาจเกิดการต่อต้าน จากพนักงาน ที่ยึดติดกับวิธีการทางานแบบเดิมๆ

2. ความสามารถบางอย่าง ของโปรแกรม อาจไม่ตรงกับความต้องการขององค์กร โปรแกรมมาตรฐานบางตัว โดยเฉพาะจากตัวแทนขาย ที่ไม่ได้สิทธิในการแก้ไข โปรแกรมหรือไม่มี Source Code และโปรแกรมราคาถูก มักไม่รับแก้ไขโปรแกรมให้ ซึ่งอาจทาให้การใช้โปรแกรม มีความยุ่งยาก หรืออาจใช้ไม่ได้ อย่างสมบูรณ์

3. การขอแก้ไขโปรแกรมมาตรฐาน ที่มากเกินไป มักได้รับการปฏิเสธจากผู้ขาย หรือหากรับที่จะแก้ไข ก็จะเสี่ยงกับการเจอ Bug ของทาให้โปรแกรมไม่มีเสถียรภาพ และประสบความยุ่งยากในการ Upgrade โปรแกรม ใน Version ถัดๆไปหากการแก้ไขนั้น กระทบกับโครงสร้างหลัก ของโปรแกรมมาตรฐาน

4. ก่อนการใช้งาน หากพิจารณาไม่รอบคอบพอ เมื่อซื้อมาแล้วพบว่า ความสามารถของโปรแกรม ไม่ตรงกับที่เข้าใจในตอนแรก หรือบางประเด็น อาจลืมพิจารณาลงไปในรายละเอียด เมื่อมาพบข้อจากัดในภายหลัง มักจะประสบกับความยุ่งยาก กับผู้ขายจนเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท โดยเฉพาะหากชาระเงินไปหมดแล้วไม่สามารถคืนได้

5. โปรแกรมมาตรฐานบางตัว ที่เพิ่งทาเสร็จใหม่ๆ แต่รีบออกมาจาหน่าย ซึ่งไม่ได้รับการทดสอบมาเป็นอย่างดี เมื่อเวลานาไปใช้งานจริง กลับพบว่าผู้ใช้ ต้องกลายเป็น ผู้ทาการทดสอบโปรแกรมแทน หรือเป็น Bug Tester ให้ นอกจากจะทาให้เสียเวลา เสียเงิน และเสียกาลังคน ไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทาให้เสียโอกาสทางธุรกิจ ไปอย่างน่าเสียดาย หากก่อนการซื้อ ไม่ได้ทดสอบโปรแกรมมาตรฐานนั้น ดีพอ

6. กรณีซื้อโปรแกรมมาตรฐานที่มีราคาแพง ที่ต้องมีการ Implement โปรแกรมด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง และคิดค่าบริการเป็นรายวัน มักมีการแยกสัญญา ระหว่างค่าโปรแกรมมาตรฐานและค่า Implement และต้องจ่ายค่าโปรแกรมไปก่อน เมื่อตอนติดตั้ง ความเสี่ยง จึงตกกับผู้ซื้อ หาก Implement ไม่สาเร็จก็ไม่อาจเรียกร้องอะไรได้ ผู้ขายอาจเสนอให้ซื้อบริการ Implement เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ แต่มักไม่ได้รับประกัน ว่าจะใช้ได้หรือไม่ หรือใช้ได้เมื่อไหร่ หากโครงการล้มเหลว ก็จะเกิดความเสียหาย กับผู้ซื้อในปริมาณการลงทุนที่สูงมาก

บทสรุปการใช้โปรแกรม ERP มาตรฐาน

ในการใช้ระบบ ERP หรือ ระบบ Accounting & Distribution ในยุคสมัยปัจจุบัน ไม่ควรเลือกวิธีการพัฒนาเอง หรือจ้างพัฒนา เพราะระบบ ERP เป็นระบบที่มีการพัฒนา มานานนับสิบปี และค่อนข้างมีความเป็นมาตรฐาน ที่ลงตัวแล้ว เป็นส่วนมาก อีกทั้งมีโปรแกรมมาตรฐาน และผู้จัดจาหน่ายให้เลือกพิจารณาเป็นจานวนมาก ในท้องตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตั้งแต่ขนาดเล็กใช้งานบน PC Stand alone ธรรมดาๆไปจนถึงระบบบน Mini/Mainframe ขนาดใหญ่ องค์กร ควรเลือกใช้ระบบ ที่มีความสามารถ ที่เหมาะสม กับความต้องการ ด้วยงบประมาณการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งวิธีการคัดเลือกระบบ ERP ที่เหมาะสมจะมีแนวทางอย่างไร ให้ประสบความสาเร็จจะได้กล่าวต่อไป

หากความต้องการขององค์กร ไม่มีโปรแกรมมาตรฐานตัวใดรองรับได้ ควรใช้วิธีพบกันครึ่งทาง คือพิจารณาดูว่า องค์กรสามารถปรับไปใช้ วิธีการของโปรแกรมได้หรือไม่ โดยเปรียบเทียบทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะวิธีการของโปรแกรมมาตรฐาน มักพบว่าเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับแล้ว โดยองค์กรส่วนใหญ่ หากพบว่าไม่สามารถใช้ได้ จึงควรใช้วิธีแก้ไข (Modify) โปรแกรมมาตรฐาน เป็นทางเลือกสุดท้าย

ที่มา http://www.pichayasolution.com

ที่มา http://www.fmsconsult.com/erp_software_02.php

ชุดทำงานของระบบERP
กระบวนการและข้อมูลต่างๆภายในระบบ ERP

กระบวนการในระบบ ERP ในแต่ละวงจร ของกระบวนการภายใน ERP ประกอบด้วยข้อมูลย่อยๆอีกหลายขั้นตอน การทำงานแต่ละกระบวนการอาศัยข้อมูลอิสระและข้อมูลเชื่อมโยงมาจากผลการทำงานของส่วนอื่น ภาพรวมของกระบวนการต่างๆในระบบ ERP สามารถอธิบายได้ดังนี้

1. วงจรการขาย (Sell Cycle)

1.1 การเสนอราคา (Quoting) ในการสร้างใบเสนอราคานั้น เราสามารถเรียกดูข้อมูลต่างๆ จากระบบได้ เช่นต้นทุนสินค้า ข้อมูลลูกค้า ทำการปรับเปลี่ยนรายละเอียดสินค้าได้ตามต้องการข้อมูลจะถูกเก็บบันทึกไว้เป็นประวัติเพื่อใช้ในการติดตามลูกค้าเมื่อลูกค้ายืนยันคำสั่งซื้อมาระบบจะแปลงข้อมูลการเสนอราคาเป็นคำสั่งขายได้ทันที

1.2 การสร้างคำสั่งขาย (Sales Order – SO) เริ่มจากลูกค้ามีความต้องการสั่งซื้อสินค้าฝ่ายขายจะตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เช่น จำนวนสินค้าคงเหลือ จำนวนสินค้ากำลังผลิต จำนวนสินค้าที่ถูกจอง หรือข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า เช่น ประวัติการชำระเงิน เพื่อยืนยันว่า สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้ารายนี้ได้หรือไม่ เมื่อมีการตกลงการซื้อขาย ฝ่ายขายจะเริ่ม สร้างคำสั่งขาย หากมีสินค้าอยู่ในคลังแล้วระบบจะเข้าไปจองปริมาณให้แต่ถ้าสินค้าไม่พอ ระบบจะใช้เป็นข้อมูลสำหรับการผลิตต่อไป

1.3 การจัดส่งสินค้า ข้อมูลคำสั่งขายถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลการจัดส่งอัตโนมัติเจ้าหน้าที่จัดส่งสามารถทราบว่าจะต้องเตรียมสินค้าอะไรบ้าง และไปหยิบสินค้าจากพื้นที่เก็บได้ และพร้อมพิมพ์เอกสาร เช่น ใบกำกับสินค้า ใบแจ้งหนี้ได้ทันทีข้อมูลสินค้าคงคลังจะถูกเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันระบบบัญชีก็จะมีข้อมูลสำหรับการตั้งลูกหนี้อัตโนมัติ

2. วงจรการวางแผน (Plan Cycle) การวางแผนในระบบ ERP นั้นเป็นส่วนสำคัญมากข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น จากหลายๆ ฝ่ายจะถูกรวบรวมมาไว้พร้อมสรรพ สำหรับการคำนวณ เช่น ข้อมูลสถานะของสินค้าคงคลัง ข้อมูลสูตรการผลิต (Bill Of Material – BOM) ข้อมูลศูนย์งานหรือสถานีงาน ข้อมูลเส้นทางการผลิต และข้อมูลนโยบายการสั่งซื้อและการสั่งซื้อ เป็นต้น การวางแผนในระบบ ERP มีสองส่วนคือ การวางแผนวัสดุ และการวางแผนกำลังการผลิต

2.1 การวางแผนวัสดุ (Material Planning) คือการวางแผนผลิตสินค้าสำเร็จรูป สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและวางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ เพื่อให้สามารถตอบสนองลูกค้า และรักษาปริมาณวัสดุไว้ในระดับที่ต้องการได้กระบวนการวางแผนวัสดุเริ่มตั้งแต่การสร้างแผนผลิตหลัก (Master Production Schedule – MPS) ของสินค้าสำเร็จรูป ข้อมูลของแผนผลิตหลักถูกส่งไปยังการวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirements Planning -MRP) เพื่อเสนอแนะเกี่ยวกับการสั่งวัสดุเพิ่ม

2.2 การวางแผนกำลังการผลิต (Capacity Planning) คือการหาความต้องการกำลังการผลิตของทรัพยากร เช่น คนและเครื่องจักรเพื่อให้สอดคล้องตามแผนวัสดุระบบ ERP แบ่งการวางแผนกำลังการผลิต เป็น 2 แบบคือ 1) การวางแผนกำลังแบบหยาบ (Rough-cut Capacity Planning : RCCP) สำหรับเปรียบเทียบกำลังการผลิตที่ต้องการจากแผนการผลิตหลักกับทรัพยากรหลักๆ ทุกประเภท 2) การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต(Capacity Requirements Planning: CRP) สำหรับเปรียบเทียบกำลังการผลิตที่ต้องการกับแผนความต้องการวัสดุกับทรัพยากรโดยละเอียด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการวางแผน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือแผนผลิต และแผนสั่งซื้อเพื่อส่งให้ฝ่ายอื่นๆต่อไป

3. วงจรการสั่งซื้อ (Buy Cycle)

3.1 การแปลงแผนสั่งซื้อเป็นคำสั่งซื้อ จากการ Run MRP ระบบจะแนะนำแผนการสั่งซื้อ ให้ผู้ใช้ตรวจสอบรายละเอียดของแผน เช่น Supplier วัตถุดิบ ปริมาณและราคา เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วสามารถทำการแปลงแผนสั่งซื้อเป็นคำสั่งซื้อได้อัตโนมัติ

3.2 การสร้างคำสั่งซื้อตามการร้องขอจากผู้ขอซื้อ เมื่อผู้ขอซื้อบันทึกข้อมูลวัตถุดิบที่ต้องการซื้อลงใบขอซื้อ (Purchase Requisition) ระบบก็จะตรวจสอบความถูกต้องต่างๆ เช่น ราคาสินค้า ผู้ขายตามบัญชีรายชื่อเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปให้กับผู้มีอำนาจต่างๆ ตรวจสอบและอนุมัติจากนั้นผู้ซื้อจึงสามารถออกคำสั่งสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) ได้

3.3 การรับวัตถุดิบและการตรวจสอบคุณภาพ เมื่อ Supplier มาส่งวัตถุดิบพร้อมกับเอกสารใบกำกับสินค้า/ใบแจงหนี้ (Invoice) ระบบจะทำการปรับปรุงปริมาณสินค้าคงคลังและบันทึกผลการรับวัตถุดิบ เราสามารถกำหนดว่าวัตถุดิบชนิดใดต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพบ้างข้อมูลการรับสินค้าจะถูกส่งไปที่ฝ่ายบัญชีเพื่อเตือนเจ้าหน้าที่อัตโนมัติ

4. วงจรสินค้าคงคลัง (Inventory Cycle)

การควบคุมสินค้าคงคลังมีความสัมพันธ์ กับทุกกระบวนการในระบบ ERP สินค้าคงคลังประกอบด้วยวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป สินค้าสำเร็จรูป ชิ้นส่วนสำรอง และอื่นๆการควบคุมสินคาคงคลังที่มีประสิทธิภาพทำให้ข้อมูลสินค้าคงคลังในระบบ ERP มีความถูกต้อง ส่งผลให้สามารถใช้งานระบบ ERP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมในการควบคุมสินค้าคงคลังประกอบด้วย การรับวัสดุการตัดจ่ายวัสดุและการปรับปรุงปริมาณวัสดุในคลังสินค้า การเคลื่อนไหวของสินค้าคงคลังจะส่งผลกับยอดสินค้าคงเหลืออยู่ตลอดเวลา ในระบบ ERP ยังมีการนับสินค้าคงคลังแบบ Physical Count และ Cycle Count เพื่อทำให้ข้อมูลในสินค้าคงคลังที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ตรงตามจริง ในระบบ ERP เราสามรถ เลือกกำหนดระดับการควบคุมสินค้าคงคลังได้หลายระดับขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เช่น การกำหนด Lot Serial-Number และ Location ของวัสดุแต่ละรหัสได้ ในการรับหรือตัดจ่ายวัสดุต้องมีการอ้างอิงอยู่ตลอดเวลา เช่น การรับวัตถุดิบ จะอ้างอิงกับหมายเลขคำสั่งซื้อ การเบิกวัตถุดิบเพื่อไปผลิต จะอ้างอิงกับหมายเลขคำสั่งผลิต การส่งสินค้าจะอ้างอิงกับหมายเลขคำสั่งขาย ทั้งนี้เพื่อให้เรามีความสามารถสอบกลับสินค้าได้

5. วงจรการผลิต

5.1 การสร้างคำสั่งผลิต (Work Order – WO) คำสั่งผลิตหรือใบงานในระบบ ERP สร้างขึ้นได้จากหลายทาง เช่น การแปลงแผนคำสั่งผลิตที่ได้จากการ RUN MRP เป็นคำสั่งผลิตหรือการแปลงคำสั่งขายเป็นคำสั่งผลิตโดยตรง หรือการสร้างคำสั่งผลิตขึ้นมาเอง ซึ่งคำสั่งผลิตใช้เป็นตัวควบคุมการผลิตทั้งหมด

5.2 การดำเนินงานและควบคุมการผลิต คือการนำคำสั่งผลิตไปปฏิบัติงานจริง ทำการเปรียบเทียบปริมาณงานกับกำลังการผลิตของแต่ละสถานีงาน การจัดลำดับ (Priority) ของงานที่อยู่ในแถวคอยการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่ผลิต

5.3 การเบิกวัสดุ การเบิกวัสดุในระบบ ERP สามารถทำได้หลายวิธีทั้งการเบิกวัสดุทีละรายการการเบิกวัสดุอ้างอิงกับสูตรการผลิตและการเบิกวัสดุแบบ Backflush ในการเบิกวัสดุจะมีการอ้างอิงกับหมายเลขคำสั่งผลิตเพื่อใช้ในการคิดต้นทุน

5.4 การรายงานผลการผลิต การรายงานผลการผลิตในระบบ ERP ได้แก่การรายงานปริมาณการผลิตสินค้า ผลการตรวจสอบคุณภาพ ชั่วโมงแรงงานหรือชั่วโมงเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตของแต่ละคำสั่งการผลิตการรายงานผลการผลิตทำให้เราทราบสถานะของคำสั่งผลิต และให้ข้อมูลที่เราใช้ในการคิดต้นทุน เมื่อผลิตสินค้าเรียบร้อยแล้วข้อมูลจะถูกส่งไปให้ฝ่ายบัญชีเพื่อใช้ในการสรุปต้นทุน

6. วงจรบัญชี (Accounting Cycle)

กระบวนการด้านบัญชีและการเงินของระบบ ERP จะบันทึกรายการทางบัญชีจากกิจกรรมต่างๆโดยอัตโนมัติสอดคลองซึ่งกันกับระบบบัญชีรูปแบบ คือ ทำรายการลงบัญชีในสมุดรายการซื้อ ขาย จ่าย รับ และทั่วไป ประกอบด้วยกระบวนการ 3 ส่วน คือ ระบบบัญชีลูกหนี้ระบบบัญชีเจ้าหนี และระบบบัญชีแยกประเภท โดยรายละเอียดดังนี้

6.1 ระบบบัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) บัญชีลูกหนี้เริ่มจากการสร้างใบแจ้งหนี้ (Invoice) โดยระบบจะบันทึกรายการบัญชีตั้งลูกหนี้และภาษีขายจากนั้นเมื่อลูกค้ามาจ่ายเงินตามรายการวางบิล ฝ่ายการเงินจะทำการรับเงิน และส่งเอกสารการรับชำระเงินให้ฝ่ายบันทึกรายการรับชำระหนี้และตัดรายการบัญชีลูกหนี้ได้

6.2 ระบบบัญชีเจ้าหนี้ (Accounts Payable) บัญชีเจ้าหนี้เริ่มตั้งแต่ฝ่ายบัญชีได้รับเอกสารใบแจ้งหนีของซัพพลายเอ่อร์อ้างอิงจากการรับสินค้าของฝ่าคลังสินค้าตามใบสั่งซื้อ แล้วทำรายการ Voucher เพื่อตั้งยอดเจ้าหนี้จากนั้นรายการ Voucher จะเข้าสู่การอนุมัติจ่ายเงินเพื่อทำการเตรียมจะจ่ายเงิน (Pre-Payment) และพิมพ์เอกสารอนุมัติเตรียมจ่ายเงินต่อไปเมื่อทำการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้แล้ว เอกสารการจ่ายเงินจะถูกส่งให้ฝ่ายบัญชีบันทึกรายการชำระหนี้ (Payment Voucher) ตัดรายการเจ้าหนี้ และบันทึกภาษีหัก ณ ที่จ่ายถ้ามีได้

6.3 ระบบบัญชีแยกประเภท (General Ledger Accounts) ระบบบัญชีแยกประเภทจะเป็นจุดรวบรวมรายละเอียดข้อมูลรายการทางบัญชีที่เกิดขึ้นเพื่อทำการจัดหมวดหมู่รายการทางบัญชีและสรุปรายงานงบการเงินต่างๆได้ ระบบบัญชีแยกประเภทเริ่มจากการสร้างผังบัญชีของบริษัท เพื่อให้ระบบลงบัญชีได้โดยอัตโนมัติ เช่น รายการลูกหนี้และเจ้าหนี้รายการรับและจ่ายเงิน รายการต้นทุนและสินค้าคงคลัง เป็นต้น จากนั้นส่งผ่านรายการเข้าระบบบัญชีแยกประเภท เพื่อกระทบกับยอดยกมาและรายการบัญชีในงวดปัจจุบัน สรุปเป็นยอดยกไป เพื่อตั้งเป็นต้นงวดในงวดถัดไป ในกรณีที่มีรายการปรับปรุงสามารถบันทึกผ่าน Journal Entry แล้วส่งเข้าระบบบัญชีแยกประเภทได้เช่นกัน เมื่อผ่านรายการเข้าระบบบัญชีแยกประเภทแล้ว ผู้ใช้สามารถทำการตรวจสอบความถูกต้องในการบันทึกรายการจากงบทดลอง และปิดงวดบัญชีเพื่อสรุปรายงานทางการเงินต่างๆ เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ฯลฯ นอกจากนี้ระบบยังสอบกลับข้อมูลต้นทางเมื่อพบข้อมูลผิดพลาดพลาดจากการบันทึกรายได้

ระบบบัญชีการเงินเป็นส่วนที่ช่วยจัดเก็บข้อมูลในการปฏิบัติงานของทุกส่วนงาน เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ 2 เรื่อง คือ

– ใช้เป็นข้อมูลสำหรับกระบวนการจัดการภายในองค์กร เช่น การนำข้อมูลต้นทุนการผลิตมาใช้ ประกอบการตัดสินใจเรื่องราคาขายและการวัดผลการปฏิบัติงานในกระบวนการผลิต การสรุปรายงานการเงินต่างๆ และตัววัดผลการปฏิบัติงานในมุมมองด้านการเงิน สำหรับผู้บริหารได้อย่างถูกต้องแม่นยำและทันต่อเวลาที่ต้องการได้

– ใช้เป็นข้อมูลแสดงต่อบุคคลภายนอก เช่น การออกรายงานทางการเงิน เช่นรายการภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และงบการเงิน เพื่อรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร หรือบุคคลภายนอกทั่วไป ฯลฯ

ข้อมูลต่างๆในระบบ ERP

ระบบ ERP สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและจัดการทรัพยากรองค์กรได้โดยใช้ประโยชน์จากระบบข้อมูลที่บูรณาการกันภายในองค์กร จากกระบวนการต่างๆ ภายในระบบ ERP จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด ดังนั้นจึงเกิดการพึ่งพากันอย่างอัตโนมัติ นั่นหมายความว่า จะไม่มีข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน หรือมีข้อมูลชุดเดียวที่ใช้งานร่วมกันนั่นเอง ข้อมูลในระบบ ERP แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. ข้อมูลคงที่ (Static Data) คือข้อมูลที่มักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงและกำหนดไว้เพื่อเป็นข้อมูลเริ่มต้นในระบบ เช่น ข้อมูลรายการสินค้า (Item Master) ข้อมูลสูตรการผลิต (Bill of Material) ข้อมูลลูกค้า (Customer) ข้อมูลผู้ขาย (Vendor หรือ Supplier) ฯลฯ เมื่อจัดเก็บเป็นกลุ่มเป็นแฟ้มในคอมพิวเตอร์ ก็อาจเรียกว่า Master File แต่ในระบบฐานข้อมูลปัจจุบันที่เป็น Relational Database จะหมายถึงข้อมูลที่เป็น Master Table ต่างๆ เช่น Item Master Table, Work Center Table

2. ข้อมูลพลวัต (Dynamic Data) คือข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานประจำวันที่มีการเคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามธุรกรรม (Transaction) ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานประจำวันและถูกบันทึกเข้าระบบเพื่อให้ประมวลผลอย่างต่อเนื่อง เช่น คำสั่งซื้อสินค้าแต่ละคำสั่งเป็นข้อมูลพลวัตเพราะจำนวนรายการสินค้า, จำนวนที่สั่งซื้อ, ราคา, ผู้ขายหรือซัพพลายเออร์ สำหรับการซื้อแต่ละครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ในระบบ ERP ข้อมูลพื้นฐานที่สุดสำหรับธุรกิจที่มีการผลิต ที่จะต้องเตรียมและนำเข้าสู่ระบบมีอยู่ 6 ประเภทตามวงจรการทำงานแต่ละประเภท ทั้งข้อมูลคงที่และข้อมูลพลวัต ซึ่งต้องใช่ร่วมกันจึงจะสามารถบันทึกความสมบูรณ์ของธุรกรรมได้ การเตรียมข้อมูลในวงจรการทำงานในระบบ ERP ทั้ง 6 ประเภทเรียงตามลำดับก่อนหลังที่ควรเตรียม มีดังนี้

1. ข้อมูลของวงจรบัญชี (Accounting Cycle)

ข้อมูลคงที่ ได้แก่

– ผังบัญชี (Chart of Account) ประกอบด้วยกลุ่ม (Group) กลุ่มย่อย (Subgroup) จนถึงรหัสบัญชีเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับเตรียม Master Table อื่นๆ ที่ตามมา เช่น รหัสสินค้า รหัสผู้ขายและรหัสลูกค้า เพราะฐานข้อมูลพวกนี้ต้องผูกความสัมพันธ์กับผังและรหัสบัญชีเพื่ออ้างอิงรายการบันทึกบัญชี

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– Period เป็นรอบระยะเวลาในทางบัญชีที่ใช้บันทึกบัญชี, Budget เป็นระบบงบประมาณที่ใช้เปรียบเทียบจำนวนเงินที่เกิดขึ้นจริง

– JE (Journal Entry) เป็น Transaction การบันทึกรายการเดบิตเครดิตเข้าสู่ระบบการบัญชี

– Recurring Journal Entry เป็น Transaction ที่เกิดขึ้นประจำ

– Cash Receipt เป็นรายการรับเงินจากลูกค้า

– Payment เป็นรายการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้

– Bank Reconcile เป็นรายการกระทบยอดเงินฝากระหว่างธนาคารกับเจ้าของกิจการ

2. ข้อมูลของวงจรสินค้าคงคลัง (Inventory Cycle)

ข้อมลคงที่ ได้แก่

– ฐานข้อมูลรายการสินค้า ประกอบด้วย รหัสสินค้า กลุ่มสินค้า ข้อมูลการจัดเก็บ การวางแผน หน่วยจัดเก็บ ราคาต้นทุนต่อหน่วย ตลอดจนรูปภาพและหน่วยแปลงจากการซื้อและขาย (Conversion Factors) เช่น ซื้อเป็นโหล แต่เก็บเป็นชิ้น ข้อมูลระบุสถานที่จัดเก็บหรือคลังสินค้า ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่จัดเก็บต่างๆ และข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างคลังสินค้ากับรหัสสินค้า เพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งได้ว่า รหัสสินค้ารายการดังกล่าวจัดเก็บที่ใด

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– ธุรกรรมสินค้าคงลัง หรือ Inventory Transaction เกิดขึ้นในกระบวนการรับวัตถุดิบเข้าคลังจ่ายวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตการรับ (Work in process – WIP) การรับสินค้าคงคลังจากการผลิต การตัดยอดสินค้าจากการขาย การรับคืนสินค้าจากลูกค้า และการโอนสินค้าไปมาซึ่งระบบสินค้าคงคลังควรรักษาให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นสู่กระบวนการอื่น เช่น การวางแผน การจัดซื้อ และการบัญชี

3. ข้อมูลของวงจรการขาย (Sell Cycle)

ข้อมูลคงที่ได้แก่

– ฐานข้อมูลลูกค้า ประกอบด้วยชื่อบริษัท/ห้างร้าน ที่อยู่สถานที่เรียกเก็บเงิน (ตามเอกสาร ภพ.20 ที่ได้จดทะเบียนการค้ากับหน่วยงานราชการ) สถานที่จัดส่ง ซึ่งลูกค้าบางรายมีสถานที่จัดส่งมากกว่า 1 แห่ง เงื่อนไขการชำระเงิน สกุลเงินที่ใช้ซื้อขาย รหัสบัญชีลูกหนี้ข้อมูลพนักงานขายเป็นต้น

– ฐานข้อมูลราคาขายสินค้า คือฐานข้อมูลที่บริษัทขายให้แก่ลูกค้าแต่ละรายสินค้าตัวเดียวกัน อาจกำหนดให้ มีราคาขายแตกต่างกันได้ในแต่ละลูกค้าหรือกลุ่มลูกค้า โดยอาจกำหนดเป็นราคาสุทธิ ส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือ Mark up ราคาขายจากต้นทุนการผลิต

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– การเสนอราคา (Quoting) เป็น Transaction ของข้อมูลที่เกิดจากฝ่ายขายทำการเสนอราคาให้กับลูกค้า ประกอบด้วย รหัสลูกค้าที่จำการเสนอราคา วันที่ต้องการ รหัสสินค้าที่นำเสนอราคา/ส่วนลด ฯลฯ

– คำสั่งขาย (Sales Order – SO) เป็นการยืนยันคำสั่งซื้อเมื่อลูกค้าเปิด Purchase Order ให้กับเราแล้ว ได้จากการป้อนข้อมูลคำสั่งขายเข้าไป หรือแปลงใบเสนอราคา มาเป็น Sales Order

– Shipment หลังจากมีการยืนยันการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า ระบบ ERP จะตัดสินค้าคงคลังออกจากยอดสต็อก (Stock) และบันทึกรายการ Shipment Log เพื่อเป็นประวัติการจัดส่ง

– Invoice หลังจาก Shipment ระบบจะออกใบกำกับภาษีหรือ Tax Invoice ส่งให้กับลูกค้าและเชื่อมข้อมูลไปยังระบบบัญชีลูกหนี้ของ ERP

4. ข้อมูลของวงจรการจัดซื้อ (Buy Cycle)

ข้อมูลคงที่ได้แก่

– ฐานข้อมูลผู้ขายหรือซัพพลายเออร์ ทั้งซัพพลายเออร์ที่ขายวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ในกรณีที่เป็นค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองอื่นๆ เช่น อุปกรณ์สำนักงาน ค่าจ้างทำ ค่าขนส่ง เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่สำคัญประกอบด้วย ชื่อบริษัท/ห้างร้าน ที่อยู่สถานที่ตามเอกสารใบกำกับภาษี (ตามเอกสาร ภพ.20 ที่ได้จดทะเบียนการค้ากับหน่วยงานราชการ) สถานที่จ่ายเงิน เงื่อนไขการชำระเงิน สกุลเงินที่ใช้ซื้อขาย รหัสบัญชีเจ้าหนี้และกรณีที่ซัพพลายเออร์เจ้าใดอยู่ใน (Approve Vendor List – AVL) ต้องผูกความสัมพันธ์เข้าไปด้วย

– ฐานข้อมูลบัญชีวัตถุดิบ วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์คนละราย อาจจะมีราคาและคุณลักษณะที่แตกต่างกัน

ข้อมูลพลวัตได้แก่

– ใบขอซื้อหรือใบขอจัดซื้อ (Purchase Requisition) คือกระบวนการแจ้งความต้องการซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์ ฯลฯ และส่งให้ผู้อนุมัติตามลำดับขั้นตอน จนสุดท้ายกลายเป็นคำสั่งซื้อต่อไป ซึ่งประกอบด้วยรายการวัตถุดิบที่ต้องการ / ข้อมูลการสืบราคาขายจากผู้ขาย / วันที่ต้องการ / วงเงินที่ต้องการขออนุมัติ เป็นต้น

– ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เมื่อผู้อนุมัติอนุมัติแผนการสั่งซื้อหรือใบขอซื้อเจ้าหน้าที่จัดซื้อจะทำการบันทึกคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์เพื่อสั่งสินค้า ประกอบด้วย ข้อมูลซัพพลายเออร์รหัส / ชื่อ / ที่อยู่ / เงื่อนไขการชำระเงิน (Payment Term) / รหัสสินค้าที่จะซื้อ / ราคา / วันที่ต้องการ / ปริมาณที่ต้องการ / หน่วยซื้อ- หน่วยจัดส่ง เป็นต้น

– การรับวัตถุดิบจากการสั่งซื้อ คือ Inventory Transaction ทำการรับโดยอ้างอิงข้อมูลการสั่งซื้อเป็นสำคัญ ประกอบด้วยเลขที่ใบสั่งซื้อ / รหัสวัตถุดิบที่รับ / ปริมาณที่รับ หากมีการตรวจสอบคุณภาพ ต้องระบุปริมาณของดีของเสียด้วย

– Supplier Invoice คือ Transaction ที่เกิดจากการคีย์ข้อมูล Invoice ของ Supplier เข้าสู่ระบบ ERP เพื่อตั้งหนี้ทำการจ่ายเงิน ประกอบด้วยเลขที่ Invoice / ชื่อซัพพลายเออร์ / ที่อยู่ / ปริมาณเงินที่ต้องชำระ / ภาษีฯลฯ

5. ข้อมูลของวงจรการวางแผน (Plan Cycle)

ข้อมูลคงที่ ได้แก่

– รายการวัสดุหรือโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Bill of Material – BOM) โครงสร้างผลิตภัณฑ์ หรือสูตรการผลิตจะแสดงรายการของส่วนประกอบที่เป็นชิ้นส่วน ระหว่างการผลิต และวัตถุดิบทั้งหมด ซึ่งนำเข้ามาประกอบเป็นสินค้าตัวแม่ และสูตรการผลิตนี้จะถูกใช้รวมกับแผนการผลิตหลัก (Master Production Schedule) เพื่อตัดสินใจว่าชิ้นส่วนใดบ้าง ที่สมควรจะออกใบสั่งซื้อหรือใบสั่งผลิต เพื่อทำการสั่งซื้อหรือสั่งผลิตโดยปกติโครงการส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเตรียมและตรวจสอบความถูกต้องของ BOM อยู่นาน และ BOM แต่ละอันควรมี โดยที่เวลาสร้าง BOM จะทำการเตรียมแบบที่มีรายการวัสดุเพียงระดับเดียว (Single-level BOM) ก่อน เพื่อประโยชน์ในการวางแผน มีการประยุกต์ใช้ BOM ประเภท Planning Bill หรือ Transient Bill of Material ซึ่งเป็น BOM ที่มีเวลานำ (lead time) เป็นศูนย์ซึ่งผู้ที่เตรียมข้อมูลต้องมีความเข้าใจในการใช้กลไกนี้ไปใช้ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งหาต้นทุนของผลิตภัณฑ์ด้วย

– พารามเตอร์ที่ใช้ในการวางแผน เช่น

o Lead Time หรือเวลานำ ที่ใช้ในการผลิตหรือจัดซื้อ

o Safety Stock หรือสต็อกเผื่อขาด

o Shop Calendar ปฏิทินการทำงานที่กำหนดขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการวางแผน

o MRP Planning Parameter คือพารามิเตอร์ที่ต้อง Set เข้าไป สำหรับการรัน MRP เช่น Planning Horizon, Planning Time Fence ฯลฯ

o Order Policy นโยบายในการสั่งซื้อแบบ Discrete, Min/ Max/ Mult, Period

Order Quantity และ Fixed Order Quantity เป็นต้น

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– ECR / ECN Transaction – คือธุรกรรมที่เกิดขึ้นควบคุม และเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับข้อมูล Static Data ขององค์กรที่เกิดขึ้น เช่น กรณีฝ่ายผลิตมีการเปลี่ยนแปลง BOM สินค้าเนื่องจากสาเหตุของวัสดุที่นำไปทำการผลิตไม่ตรงตามข้อกำหนดในการผลิต จึงเกิดกระบวนการร้องขอเปลี่ยนแปลง BOM โดยการออกเอกสาร ECR (Engineering Change Request) ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติและเมื่อทำการแก้ไขปรับเปลี่ยนตามคำขอในระบบแล้วจึงออกเป็นเอกสาร ECN (Engineering Change Notice) เพื่อประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบทั่วกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

– Master Production Schedule คือข้อมูลการผลิตหลักที่ต้องป้อนเข้าสู่ระบบ

– Sales Forecast คือข้อมูลคำพยากรณ์การขายและการผลิต ได้มาจากการคำนวณ โดยใช้เทคนิคการพยากรณ์ต่างๆ หรือจากประสบการณ์ของผู้วางแผน

– แผนการผลิต เมื่อคำนวณ MRP แล้วระบบจะสร้างแผนการผลิตมาให้ตามความต้องการ

ที่เกิดขึ้น เพื่อแปลงไปเป็นคำสั่งผลิต

– แผนการจัดซื้อ หลังจากคำนวณ MRP ระบบจะสร้างแผนการจัดซื้อให้อัตโนมัติและแผนดังกล่าวจะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ Buyer เพื่อ Convert รายการดังกล่าวไปเป็นคำสั่งซื้อ

6. ข้อมูลของวงจรการผลิต (Make Cycle)

ข้อมูลคงที่ได้แก่

– ศูนย์ผลิตหรือศูนย์งาน (Work Center) หมายถึงสถานีงานที่ใช้ทำการผลิตขั้นตอนหนึ่งหรือหลายขั้นตอน ซึ่งศูนย์งานอาจจะเป็นคนหนึ่งคนหรือมากกว่า หรือจะเป็นเครื่องจักรก็ได้ ที่สามารถจะถือว่า เป็นหน่วยผลิตหน่วยเดียวกันได้ และต้องกำหนดขึ้นในระบบ ERP เพื่อวัตถุประสงค์ในการวางแผนความต้องการกำลังผลิต (Capacity Requirements Planning) และการจัดกำหนดการของงานอย่างละเอียด (Detail Scheduling) โดยการนิยามศูนย์งานควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อว่า ผลจาก CRP จะให้ประโยชน์ในการวางแผนกำลังการผลิตได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเพิ่มขึ้น

– เส้นทางการผลิต (Routing) เป็นข้อมูลที่ต้องเตรียมเพื่อแสดงขั้นตอนต่างๆ ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป และกึ่งสำเร็จรูป ผ่านไปตามศูนย์งานต่างๆ ในเวลาที่ผลิต (Shop Floor) อย่างละเอียด และในบางระบบจะมีข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติลำดับขั้นตอนศูนย์งานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานต่างๆ ในการตั้งเครื่องและผลิต ในทางบริษัท เส้นทางการผลิตรวม ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือระดับทักษะที่ต้องการของผู้ผลิตได้ความต้องการในการทดสอบและอื่นๆ ด้วย และในบริษัทที่ผลิต

สินค้าบางประเภท ที่มีความซับซ้อนมาก อาจะต้องใช้ซอฟต์แวร์ประเภท Manufacturing Execution System มาเชื่อมกับระบบ ERP เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

– ข้อมูลกำลังการผลิต ฝ่ายผลิตต้องกำหนดลงไปว่ากำลังการผลิตของแต่ละ Work Center เท่ากับเท่าไหร่วันไหนทำงาน วันไหนหยุด วันที่ทำงานทำวันละกี่ชั่วโมง กี่กะ รวมถึงค่า Efficiency และ Utilization ด้วย

– ข้อมูลการบำรุงรักษาเครื่องจักร โดยฝ่ายผลิตจะต้องระบุว่าเครื่องจักร หรือ Work Center ใด จะต้องหยุดวันไหนบ้าง เพื่อทำการซ่อมบำรุง

– ข้อมูลประสิทธิภาพการผลิต เช่น %Yield, %Scarp ฯลฯ ที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิต

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– ใบสั่งผลิต (Work Order – WO) หรือใบงาน (Job Order) คือการสร้างข้อมูลการสั่งผลิตโดยระบุว่าต้องผลิตสินค้ารายไหน วันที่เท่าไหร่ เป็นปริมาณเท่ากับเท่าไหร่

– กระบวนการเบิกวัตถุดิบ (Issue) คือกระบวนการตัดเบิกวัตถุดิบ อ้างอิงตามเอกสารการเบิกวัตถุดิบ (Picking List)

– Transaction การรายงานผลการผลิต ใช้สำหรับติดตามสถานะของคำสั่งการผลิตเมื่อการผลิตเกิดขึ้นแล้ว แต่ละศูนย์งานจะรายงานความคืบหน้ามาสู่ ERP

ที่มา course.eau.ac.th/course/Download/0240814/erpdata.doc

ชุดทำงานของระบบERP
กระบวนการและข้อมูลต่างๆภายในระบบ ERP

กระบวนการในระบบ ERP ในแต่ละวงจร ของกระบวนการภายใน ERP ประกอบด้วยข้อมูลย่อยๆอีกหลายขั้นตอน การทำงานแต่ละกระบวนการอาศัยข้อมูลอิสระและข้อมูลเชื่อมโยงมาจากผลการทำงานของส่วนอื่น ภาพรวมของกระบวนการต่างๆในระบบ ERP สามารถอธิบายได้ดังนี้

1. วงจรการขาย (Sell Cycle)

1.1 การเสนอราคา (Quoting) ในการสร้างใบเสนอราคานั้น เราสามารถเรียกดูข้อมูลต่างๆ จากระบบได้ เช่นต้นทุนสินค้า ข้อมูลลูกค้า ทำการปรับเปลี่ยนรายละเอียดสินค้าได้ตามต้องการข้อมูลจะถูกเก็บบันทึกไว้เป็นประวัติเพื่อใช้ในการติดตามลูกค้าเมื่อลูกค้ายืนยันคำสั่งซื้อมาระบบจะแปลงข้อมูลการเสนอราคาเป็นคำสั่งขายได้ทันที

1.2 การสร้างคำสั่งขาย (Sales Order – SO) เริ่มจากลูกค้ามีความต้องการสั่งซื้อสินค้าฝ่ายขายจะตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เช่น จำนวนสินค้าคงเหลือ จำนวนสินค้ากำลังผลิต จำนวนสินค้าที่ถูกจอง หรือข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า เช่น ประวัติการชำระเงิน เพื่อยืนยันว่า สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้ารายนี้ได้หรือไม่ เมื่อมีการตกลงการซื้อขาย ฝ่ายขายจะเริ่ม สร้างคำสั่งขาย หากมีสินค้าอยู่ในคลังแล้วระบบจะเข้าไปจองปริมาณให้แต่ถ้าสินค้าไม่พอ ระบบจะใช้เป็นข้อมูลสำหรับการผลิตต่อไป

1.3 การจัดส่งสินค้า ข้อมูลคำสั่งขายถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลการจัดส่งอัตโนมัติเจ้าหน้าที่จัดส่งสามารถทราบว่าจะต้องเตรียมสินค้าอะไรบ้าง และไปหยิบสินค้าจากพื้นที่เก็บได้ และพร้อมพิมพ์เอกสาร เช่น ใบกำกับสินค้า ใบแจ้งหนี้ได้ทันทีข้อมูลสินค้าคงคลังจะถูกเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันระบบบัญชีก็จะมีข้อมูลสำหรับการตั้งลูกหนี้อัตโนมัติ

2. วงจรการวางแผน (Plan Cycle) การวางแผนในระบบ ERP นั้นเป็นส่วนสำคัญมากข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น จากหลายๆ ฝ่ายจะถูกรวบรวมมาไว้พร้อมสรรพ สำหรับการคำนวณ เช่น ข้อมูลสถานะของสินค้าคงคลัง ข้อมูลสูตรการผลิต (Bill Of Material – BOM) ข้อมูลศูนย์งานหรือสถานีงาน ข้อมูลเส้นทางการผลิต และข้อมูลนโยบายการสั่งซื้อและการสั่งซื้อ เป็นต้น การวางแผนในระบบ ERP มีสองส่วนคือ การวางแผนวัสดุ และการวางแผนกำลังการผลิต

2.1 การวางแผนวัสดุ (Material Planning) คือการวางแผนผลิตสินค้าสำเร็จรูป สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและวางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ เพื่อให้สามารถตอบสนองลูกค้า และรักษาปริมาณวัสดุไว้ในระดับที่ต้องการได้กระบวนการวางแผนวัสดุเริ่มตั้งแต่การสร้างแผนผลิตหลัก (Master Production Schedule – MPS) ของสินค้าสำเร็จรูป ข้อมูลของแผนผลิตหลักถูกส่งไปยังการวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirements Planning -MRP) เพื่อเสนอแนะเกี่ยวกับการสั่งวัสดุเพิ่ม

2.2 การวางแผนกำลังการผลิต (Capacity Planning) คือการหาความต้องการกำลังการผลิตของทรัพยากร เช่น คนและเครื่องจักรเพื่อให้สอดคล้องตามแผนวัสดุระบบ ERP แบ่งการวางแผนกำลังการผลิต เป็น 2 แบบคือ 1) การวางแผนกำลังแบบหยาบ (Rough-cut Capacity Planning : RCCP) สำหรับเปรียบเทียบกำลังการผลิตที่ต้องการจากแผนการผลิตหลักกับทรัพยากรหลักๆ ทุกประเภท 2) การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต(Capacity Requirements Planning: CRP) สำหรับเปรียบเทียบกำลังการผลิตที่ต้องการกับแผนความต้องการวัสดุกับทรัพยากรโดยละเอียด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการวางแผน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือแผนผลิต และแผนสั่งซื้อเพื่อส่งให้ฝ่ายอื่นๆต่อไป

3. วงจรการสั่งซื้อ (Buy Cycle)

3.1 การแปลงแผนสั่งซื้อเป็นคำสั่งซื้อ จากการ Run MRP ระบบจะแนะนำแผนการสั่งซื้อ ให้ผู้ใช้ตรวจสอบรายละเอียดของแผน เช่น Supplier วัตถุดิบ ปริมาณและราคา เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วสามารถทำการแปลงแผนสั่งซื้อเป็นคำสั่งซื้อได้อัตโนมัติ

3.2 การสร้างคำสั่งซื้อตามการร้องขอจากผู้ขอซื้อ เมื่อผู้ขอซื้อบันทึกข้อมูลวัตถุดิบที่ต้องการซื้อลงใบขอซื้อ (Purchase Requisition) ระบบก็จะตรวจสอบความถูกต้องต่างๆ เช่น ราคาสินค้า ผู้ขายตามบัญชีรายชื่อเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปให้กับผู้มีอำนาจต่างๆ ตรวจสอบและอนุมัติจากนั้นผู้ซื้อจึงสามารถออกคำสั่งสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) ได้

3.3 การรับวัตถุดิบและการตรวจสอบคุณภาพ เมื่อ Supplier มาส่งวัตถุดิบพร้อมกับเอกสารใบกำกับสินค้า/ใบแจงหนี้ (Invoice) ระบบจะทำการปรับปรุงปริมาณสินค้าคงคลังและบันทึกผลการรับวัตถุดิบ เราสามารถกำหนดว่าวัตถุดิบชนิดใดต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพบ้างข้อมูลการรับสินค้าจะถูกส่งไปที่ฝ่ายบัญชีเพื่อเตือนเจ้าหน้าที่อัตโนมัติ

4. วงจรสินค้าคงคลัง (Inventory Cycle)

การควบคุมสินค้าคงคลังมีความสัมพันธ์ กับทุกกระบวนการในระบบ ERP สินค้าคงคลังประกอบด้วยวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป สินค้าสำเร็จรูป ชิ้นส่วนสำรอง และอื่นๆการควบคุมสินคาคงคลังที่มีประสิทธิภาพทำให้ข้อมูลสินค้าคงคลังในระบบ ERP มีความถูกต้อง ส่งผลให้สามารถใช้งานระบบ ERP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมในการควบคุมสินค้าคงคลังประกอบด้วย การรับวัสดุการตัดจ่ายวัสดุและการปรับปรุงปริมาณวัสดุในคลังสินค้า การเคลื่อนไหวของสินค้าคงคลังจะส่งผลกับยอดสินค้าคงเหลืออยู่ตลอดเวลา ในระบบ ERP ยังมีการนับสินค้าคงคลังแบบ Physical Count และ Cycle Count เพื่อทำให้ข้อมูลในสินค้าคงคลังที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ตรงตามจริง ในระบบ ERP เราสามรถ เลือกกำหนดระดับการควบคุมสินค้าคงคลังได้หลายระดับขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เช่น การกำหนด Lot Serial-Number และ Location ของวัสดุแต่ละรหัสได้ ในการรับหรือตัดจ่ายวัสดุต้องมีการอ้างอิงอยู่ตลอดเวลา เช่น การรับวัตถุดิบ จะอ้างอิงกับหมายเลขคำสั่งซื้อ การเบิกวัตถุดิบเพื่อไปผลิต จะอ้างอิงกับหมายเลขคำสั่งผลิต การส่งสินค้าจะอ้างอิงกับหมายเลขคำสั่งขาย ทั้งนี้เพื่อให้เรามีความสามารถสอบกลับสินค้าได้

5. วงจรการผลิต

5.1 การสร้างคำสั่งผลิต (Work Order – WO) คำสั่งผลิตหรือใบงานในระบบ ERP สร้างขึ้นได้จากหลายทาง เช่น การแปลงแผนคำสั่งผลิตที่ได้จากการ RUN MRP เป็นคำสั่งผลิตหรือการแปลงคำสั่งขายเป็นคำสั่งผลิตโดยตรง หรือการสร้างคำสั่งผลิตขึ้นมาเอง ซึ่งคำสั่งผลิตใช้เป็นตัวควบคุมการผลิตทั้งหมด

5.2 การดำเนินงานและควบคุมการผลิต คือการนำคำสั่งผลิตไปปฏิบัติงานจริง ทำการเปรียบเทียบปริมาณงานกับกำลังการผลิตของแต่ละสถานีงาน การจัดลำดับ (Priority) ของงานที่อยู่ในแถวคอยการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่ผลิต

5.3 การเบิกวัสดุ การเบิกวัสดุในระบบ ERP สามารถทำได้หลายวิธีทั้งการเบิกวัสดุทีละรายการการเบิกวัสดุอ้างอิงกับสูตรการผลิตและการเบิกวัสดุแบบ Backflush ในการเบิกวัสดุจะมีการอ้างอิงกับหมายเลขคำสั่งผลิตเพื่อใช้ในการคิดต้นทุน

5.4 การรายงานผลการผลิต การรายงานผลการผลิตในระบบ ERP ได้แก่การรายงานปริมาณการผลิตสินค้า ผลการตรวจสอบคุณภาพ ชั่วโมงแรงงานหรือชั่วโมงเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตของแต่ละคำสั่งการผลิตการรายงานผลการผลิตทำให้เราทราบสถานะของคำสั่งผลิต และให้ข้อมูลที่เราใช้ในการคิดต้นทุน เมื่อผลิตสินค้าเรียบร้อยแล้วข้อมูลจะถูกส่งไปให้ฝ่ายบัญชีเพื่อใช้ในการสรุปต้นทุน

6. วงจรบัญชี (Accounting Cycle)

กระบวนการด้านบัญชีและการเงินของระบบ ERP จะบันทึกรายการทางบัญชีจากกิจกรรมต่างๆโดยอัตโนมัติสอดคลองซึ่งกันกับระบบบัญชีรูปแบบ คือ ทำรายการลงบัญชีในสมุดรายการซื้อ ขาย จ่าย รับ และทั่วไป ประกอบด้วยกระบวนการ 3 ส่วน คือ ระบบบัญชีลูกหนี้ระบบบัญชีเจ้าหนี และระบบบัญชีแยกประเภท โดยรายละเอียดดังนี้

6.1 ระบบบัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) บัญชีลูกหนี้เริ่มจากการสร้างใบแจ้งหนี้ (Invoice) โดยระบบจะบันทึกรายการบัญชีตั้งลูกหนี้และภาษีขายจากนั้นเมื่อลูกค้ามาจ่ายเงินตามรายการวางบิล ฝ่ายการเงินจะทำการรับเงิน และส่งเอกสารการรับชำระเงินให้ฝ่ายบันทึกรายการรับชำระหนี้และตัดรายการบัญชีลูกหนี้ได้

6.2 ระบบบัญชีเจ้าหนี้ (Accounts Payable) บัญชีเจ้าหนี้เริ่มตั้งแต่ฝ่ายบัญชีได้รับเอกสารใบแจ้งหนีของซัพพลายเอ่อร์อ้างอิงจากการรับสินค้าของฝ่าคลังสินค้าตามใบสั่งซื้อ แล้วทำรายการ Voucher เพื่อตั้งยอดเจ้าหนี้จากนั้นรายการ Voucher จะเข้าสู่การอนุมัติจ่ายเงินเพื่อทำการเตรียมจะจ่ายเงิน (Pre-Payment) และพิมพ์เอกสารอนุมัติเตรียมจ่ายเงินต่อไปเมื่อทำการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้แล้ว เอกสารการจ่ายเงินจะถูกส่งให้ฝ่ายบัญชีบันทึกรายการชำระหนี้ (Payment Voucher) ตัดรายการเจ้าหนี้ และบันทึกภาษีหัก ณ ที่จ่ายถ้ามีได้

6.3 ระบบบัญชีแยกประเภท (General Ledger Accounts) ระบบบัญชีแยกประเภทจะเป็นจุดรวบรวมรายละเอียดข้อมูลรายการทางบัญชีที่เกิดขึ้นเพื่อทำการจัดหมวดหมู่รายการทางบัญชีและสรุปรายงานงบการเงินต่างๆได้ ระบบบัญชีแยกประเภทเริ่มจากการสร้างผังบัญชีของบริษัท เพื่อให้ระบบลงบัญชีได้โดยอัตโนมัติ เช่น รายการลูกหนี้และเจ้าหนี้รายการรับและจ่ายเงิน รายการต้นทุนและสินค้าคงคลัง เป็นต้น จากนั้นส่งผ่านรายการเข้าระบบบัญชีแยกประเภท เพื่อกระทบกับยอดยกมาและรายการบัญชีในงวดปัจจุบัน สรุปเป็นยอดยกไป เพื่อตั้งเป็นต้นงวดในงวดถัดไป ในกรณีที่มีรายการปรับปรุงสามารถบันทึกผ่าน Journal Entry แล้วส่งเข้าระบบบัญชีแยกประเภทได้เช่นกัน เมื่อผ่านรายการเข้าระบบบัญชีแยกประเภทแล้ว ผู้ใช้สามารถทำการตรวจสอบความถูกต้องในการบันทึกรายการจากงบทดลอง และปิดงวดบัญชีเพื่อสรุปรายงานทางการเงินต่างๆ เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ฯลฯ นอกจากนี้ระบบยังสอบกลับข้อมูลต้นทางเมื่อพบข้อมูลผิดพลาดพลาดจากการบันทึกรายได้

ระบบบัญชีการเงินเป็นส่วนที่ช่วยจัดเก็บข้อมูลในการปฏิบัติงานของทุกส่วนงาน เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ 2 เรื่อง คือ

– ใช้เป็นข้อมูลสำหรับกระบวนการจัดการภายในองค์กร เช่น การนำข้อมูลต้นทุนการผลิตมาใช้ ประกอบการตัดสินใจเรื่องราคาขายและการวัดผลการปฏิบัติงานในกระบวนการผลิต การสรุปรายงานการเงินต่างๆ และตัววัดผลการปฏิบัติงานในมุมมองด้านการเงิน สำหรับผู้บริหารได้อย่างถูกต้องแม่นยำและทันต่อเวลาที่ต้องการได้

– ใช้เป็นข้อมูลแสดงต่อบุคคลภายนอก เช่น การออกรายงานทางการเงิน เช่นรายการภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และงบการเงิน เพื่อรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร หรือบุคคลภายนอกทั่วไป ฯลฯ

ข้อมูลต่างๆในระบบ ERP

ระบบ ERP สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและจัดการทรัพยากรองค์กรได้โดยใช้ประโยชน์จากระบบข้อมูลที่บูรณาการกันภายในองค์กร จากกระบวนการต่างๆ ภายในระบบ ERP จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด ดังนั้นจึงเกิดการพึ่งพากันอย่างอัตโนมัติ นั่นหมายความว่า จะไม่มีข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน หรือมีข้อมูลชุดเดียวที่ใช้งานร่วมกันนั่นเอง ข้อมูลในระบบ ERP แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. ข้อมูลคงที่ (Static Data) คือข้อมูลที่มักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงและกำหนดไว้เพื่อเป็นข้อมูลเริ่มต้นในระบบ เช่น ข้อมูลรายการสินค้า (Item Master) ข้อมูลสูตรการผลิต (Bill of Material) ข้อมูลลูกค้า (Customer) ข้อมูลผู้ขาย (Vendor หรือ Supplier) ฯลฯ เมื่อจัดเก็บเป็นกลุ่มเป็นแฟ้มในคอมพิวเตอร์ ก็อาจเรียกว่า Master File แต่ในระบบฐานข้อมูลปัจจุบันที่เป็น Relational Database จะหมายถึงข้อมูลที่เป็น Master Table ต่างๆ เช่น Item Master Table, Work Center Table

2. ข้อมูลพลวัต (Dynamic Data) คือข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานประจำวันที่มีการเคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามธุรกรรม (Transaction) ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานประจำวันและถูกบันทึกเข้าระบบเพื่อให้ประมวลผลอย่างต่อเนื่อง เช่น คำสั่งซื้อสินค้าแต่ละคำสั่งเป็นข้อมูลพลวัตเพราะจำนวนรายการสินค้า, จำนวนที่สั่งซื้อ, ราคา, ผู้ขายหรือซัพพลายเออร์ สำหรับการซื้อแต่ละครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ในระบบ ERP ข้อมูลพื้นฐานที่สุดสำหรับธุรกิจที่มีการผลิต ที่จะต้องเตรียมและนำเข้าสู่ระบบมีอยู่ 6 ประเภทตามวงจรการทำงานแต่ละประเภท ทั้งข้อมูลคงที่และข้อมูลพลวัต ซึ่งต้องใช่ร่วมกันจึงจะสามารถบันทึกความสมบูรณ์ของธุรกรรมได้ การเตรียมข้อมูลในวงจรการทำงานในระบบ ERP ทั้ง 6 ประเภทเรียงตามลำดับก่อนหลังที่ควรเตรียม มีดังนี้

1. ข้อมูลของวงจรบัญชี (Accounting Cycle)

ข้อมูลคงที่ ได้แก่

– ผังบัญชี (Chart of Account) ประกอบด้วยกลุ่ม (Group) กลุ่มย่อย (Subgroup) จนถึงรหัสบัญชีเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับเตรียม Master Table อื่นๆ ที่ตามมา เช่น รหัสสินค้า รหัสผู้ขายและรหัสลูกค้า เพราะฐานข้อมูลพวกนี้ต้องผูกความสัมพันธ์กับผังและรหัสบัญชีเพื่ออ้างอิงรายการบันทึกบัญชี

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– Period เป็นรอบระยะเวลาในทางบัญชีที่ใช้บันทึกบัญชี, Budget เป็นระบบงบประมาณที่ใช้เปรียบเทียบจำนวนเงินที่เกิดขึ้นจริง

– JE (Journal Entry) เป็น Transaction การบันทึกรายการเดบิตเครดิตเข้าสู่ระบบการบัญชี

– Recurring Journal Entry เป็น Transaction ที่เกิดขึ้นประจำ

– Cash Receipt เป็นรายการรับเงินจากลูกค้า

– Payment เป็นรายการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้

– Bank Reconcile เป็นรายการกระทบยอดเงินฝากระหว่างธนาคารกับเจ้าของกิจการ

2. ข้อมูลของวงจรสินค้าคงคลัง (Inventory Cycle)

ข้อมลคงที่ ได้แก่

– ฐานข้อมูลรายการสินค้า ประกอบด้วย รหัสสินค้า กลุ่มสินค้า ข้อมูลการจัดเก็บ การวางแผน หน่วยจัดเก็บ ราคาต้นทุนต่อหน่วย ตลอดจนรูปภาพและหน่วยแปลงจากการซื้อและขาย (Conversion Factors) เช่น ซื้อเป็นโหล แต่เก็บเป็นชิ้น ข้อมูลระบุสถานที่จัดเก็บหรือคลังสินค้า ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่จัดเก็บต่างๆ และข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างคลังสินค้ากับรหัสสินค้า เพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งได้ว่า รหัสสินค้ารายการดังกล่าวจัดเก็บที่ใด

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– ธุรกรรมสินค้าคงลัง หรือ Inventory Transaction เกิดขึ้นในกระบวนการรับวัตถุดิบเข้าคลังจ่ายวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตการรับ (Work in process – WIP) การรับสินค้าคงคลังจากการผลิต การตัดยอดสินค้าจากการขาย การรับคืนสินค้าจากลูกค้า และการโอนสินค้าไปมาซึ่งระบบสินค้าคงคลังควรรักษาให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นสู่กระบวนการอื่น เช่น การวางแผน การจัดซื้อ และการบัญชี

3. ข้อมูลของวงจรการขาย (Sell Cycle)

ข้อมูลคงที่ได้แก่

– ฐานข้อมูลลูกค้า ประกอบด้วยชื่อบริษัท/ห้างร้าน ที่อยู่สถานที่เรียกเก็บเงิน (ตามเอกสาร ภพ.20 ที่ได้จดทะเบียนการค้ากับหน่วยงานราชการ) สถานที่จัดส่ง ซึ่งลูกค้าบางรายมีสถานที่จัดส่งมากกว่า 1 แห่ง เงื่อนไขการชำระเงิน สกุลเงินที่ใช้ซื้อขาย รหัสบัญชีลูกหนี้ข้อมูลพนักงานขายเป็นต้น

– ฐานข้อมูลราคาขายสินค้า คือฐานข้อมูลที่บริษัทขายให้แก่ลูกค้าแต่ละรายสินค้าตัวเดียวกัน อาจกำหนดให้ มีราคาขายแตกต่างกันได้ในแต่ละลูกค้าหรือกลุ่มลูกค้า โดยอาจกำหนดเป็นราคาสุทธิ ส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือ Mark up ราคาขายจากต้นทุนการผลิต

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– การเสนอราคา (Quoting) เป็น Transaction ของข้อมูลที่เกิดจากฝ่ายขายทำการเสนอราคาให้กับลูกค้า ประกอบด้วย รหัสลูกค้าที่จำการเสนอราคา วันที่ต้องการ รหัสสินค้าที่นำเสนอราคา/ส่วนลด ฯลฯ

– คำสั่งขาย (Sales Order – SO) เป็นการยืนยันคำสั่งซื้อเมื่อลูกค้าเปิด Purchase Order ให้กับเราแล้ว ได้จากการป้อนข้อมูลคำสั่งขายเข้าไป หรือแปลงใบเสนอราคา มาเป็น Sales Order

– Shipment หลังจากมีการยืนยันการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า ระบบ ERP จะตัดสินค้าคงคลังออกจากยอดสต็อก (Stock) และบันทึกรายการ Shipment Log เพื่อเป็นประวัติการจัดส่ง

– Invoice หลังจาก Shipment ระบบจะออกใบกำกับภาษีหรือ Tax Invoice ส่งให้กับลูกค้าและเชื่อมข้อมูลไปยังระบบบัญชีลูกหนี้ของ ERP

4. ข้อมูลของวงจรการจัดซื้อ (Buy Cycle)

ข้อมูลคงที่ได้แก่

– ฐานข้อมูลผู้ขายหรือซัพพลายเออร์ ทั้งซัพพลายเออร์ที่ขายวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ในกรณีที่เป็นค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองอื่นๆ เช่น อุปกรณ์สำนักงาน ค่าจ้างทำ ค่าขนส่ง เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่สำคัญประกอบด้วย ชื่อบริษัท/ห้างร้าน ที่อยู่สถานที่ตามเอกสารใบกำกับภาษี (ตามเอกสาร ภพ.20 ที่ได้จดทะเบียนการค้ากับหน่วยงานราชการ) สถานที่จ่ายเงิน เงื่อนไขการชำระเงิน สกุลเงินที่ใช้ซื้อขาย รหัสบัญชีเจ้าหนี้และกรณีที่ซัพพลายเออร์เจ้าใดอยู่ใน (Approve Vendor List – AVL) ต้องผูกความสัมพันธ์เข้าไปด้วย

– ฐานข้อมูลบัญชีวัตถุดิบ วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์คนละราย อาจจะมีราคาและคุณลักษณะที่แตกต่างกัน

ข้อมูลพลวัตได้แก่

– ใบขอซื้อหรือใบขอจัดซื้อ (Purchase Requisition) คือกระบวนการแจ้งความต้องการซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์ ฯลฯ และส่งให้ผู้อนุมัติตามลำดับขั้นตอน จนสุดท้ายกลายเป็นคำสั่งซื้อต่อไป ซึ่งประกอบด้วยรายการวัตถุดิบที่ต้องการ / ข้อมูลการสืบราคาขายจากผู้ขาย / วันที่ต้องการ / วงเงินที่ต้องการขออนุมัติ เป็นต้น

– ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เมื่อผู้อนุมัติอนุมัติแผนการสั่งซื้อหรือใบขอซื้อเจ้าหน้าที่จัดซื้อจะทำการบันทึกคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์เพื่อสั่งสินค้า ประกอบด้วย ข้อมูลซัพพลายเออร์รหัส / ชื่อ / ที่อยู่ / เงื่อนไขการชำระเงิน (Payment Term) / รหัสสินค้าที่จะซื้อ / ราคา / วันที่ต้องการ / ปริมาณที่ต้องการ / หน่วยซื้อ- หน่วยจัดส่ง เป็นต้น

– การรับวัตถุดิบจากการสั่งซื้อ คือ Inventory Transaction ทำการรับโดยอ้างอิงข้อมูลการสั่งซื้อเป็นสำคัญ ประกอบด้วยเลขที่ใบสั่งซื้อ / รหัสวัตถุดิบที่รับ / ปริมาณที่รับ หากมีการตรวจสอบคุณภาพ ต้องระบุปริมาณของดีของเสียด้วย

– Supplier Invoice คือ Transaction ที่เกิดจากการคีย์ข้อมูล Invoice ของ Supplier เข้าสู่ระบบ ERP เพื่อตั้งหนี้ทำการจ่ายเงิน ประกอบด้วยเลขที่ Invoice / ชื่อซัพพลายเออร์ / ที่อยู่ / ปริมาณเงินที่ต้องชำระ / ภาษีฯลฯ

5. ข้อมูลของวงจรการวางแผน (Plan Cycle)

ข้อมูลคงที่ ได้แก่

– รายการวัสดุหรือโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Bill of Material – BOM) โครงสร้างผลิตภัณฑ์ หรือสูตรการผลิตจะแสดงรายการของส่วนประกอบที่เป็นชิ้นส่วน ระหว่างการผลิต และวัตถุดิบทั้งหมด ซึ่งนำเข้ามาประกอบเป็นสินค้าตัวแม่ และสูตรการผลิตนี้จะถูกใช้รวมกับแผนการผลิตหลัก (Master Production Schedule) เพื่อตัดสินใจว่าชิ้นส่วนใดบ้าง ที่สมควรจะออกใบสั่งซื้อหรือใบสั่งผลิต เพื่อทำการสั่งซื้อหรือสั่งผลิตโดยปกติโครงการส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการเตรียมและตรวจสอบความถูกต้องของ BOM อยู่นาน และ BOM แต่ละอันควรมี โดยที่เวลาสร้าง BOM จะทำการเตรียมแบบที่มีรายการวัสดุเพียงระดับเดียว (Single-level BOM) ก่อน เพื่อประโยชน์ในการวางแผน มีการประยุกต์ใช้ BOM ประเภท Planning Bill หรือ Transient Bill of Material ซึ่งเป็น BOM ที่มีเวลานำ (lead time) เป็นศูนย์ซึ่งผู้ที่เตรียมข้อมูลต้องมีความเข้าใจในการใช้กลไกนี้ไปใช้ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งหาต้นทุนของผลิตภัณฑ์ด้วย

– พารามเตอร์ที่ใช้ในการวางแผน เช่น

o Lead Time หรือเวลานำ ที่ใช้ในการผลิตหรือจัดซื้อ

o Safety Stock หรือสต็อกเผื่อขาด

o Shop Calendar ปฏิทินการทำงานที่กำหนดขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการวางแผน

o MRP Planning Parameter คือพารามิเตอร์ที่ต้อง Set เข้าไป สำหรับการรัน MRP เช่น Planning Horizon, Planning Time Fence ฯลฯ

o Order Policy นโยบายในการสั่งซื้อแบบ Discrete, Min/ Max/ Mult, Period

Order Quantity และ Fixed Order Quantity เป็นต้น

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– ECR / ECN Transaction – คือธุรกรรมที่เกิดขึ้นควบคุม และเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับข้อมูล Static Data ขององค์กรที่เกิดขึ้น เช่น กรณีฝ่ายผลิตมีการเปลี่ยนแปลง BOM สินค้าเนื่องจากสาเหตุของวัสดุที่นำไปทำการผลิตไม่ตรงตามข้อกำหนดในการผลิต จึงเกิดกระบวนการร้องขอเปลี่ยนแปลง BOM โดยการออกเอกสาร ECR (Engineering Change Request) ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติและเมื่อทำการแก้ไขปรับเปลี่ยนตามคำขอในระบบแล้วจึงออกเป็นเอกสาร ECN (Engineering Change Notice) เพื่อประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบทั่วกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

– Master Production Schedule คือข้อมูลการผลิตหลักที่ต้องป้อนเข้าสู่ระบบ

– Sales Forecast คือข้อมูลคำพยากรณ์การขายและการผลิต ได้มาจากการคำนวณ โดยใช้เทคนิคการพยากรณ์ต่างๆ หรือจากประสบการณ์ของผู้วางแผน

– แผนการผลิต เมื่อคำนวณ MRP แล้วระบบจะสร้างแผนการผลิตมาให้ตามความต้องการ

ที่เกิดขึ้น เพื่อแปลงไปเป็นคำสั่งผลิต

– แผนการจัดซื้อ หลังจากคำนวณ MRP ระบบจะสร้างแผนการจัดซื้อให้อัตโนมัติและแผนดังกล่าวจะถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ Buyer เพื่อ Convert รายการดังกล่าวไปเป็นคำสั่งซื้อ

6. ข้อมูลของวงจรการผลิต (Make Cycle)

ข้อมูลคงที่ได้แก่

– ศูนย์ผลิตหรือศูนย์งาน (Work Center) หมายถึงสถานีงานที่ใช้ทำการผลิตขั้นตอนหนึ่งหรือหลายขั้นตอน ซึ่งศูนย์งานอาจจะเป็นคนหนึ่งคนหรือมากกว่า หรือจะเป็นเครื่องจักรก็ได้ ที่สามารถจะถือว่า เป็นหน่วยผลิตหน่วยเดียวกันได้ และต้องกำหนดขึ้นในระบบ ERP เพื่อวัตถุประสงค์ในการวางแผนความต้องการกำลังผลิต (Capacity Requirements Planning) และการจัดกำหนดการของงานอย่างละเอียด (Detail Scheduling) โดยการนิยามศูนย์งานควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อว่า ผลจาก CRP จะให้ประโยชน์ในการวางแผนกำลังการผลิตได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเพิ่มขึ้น

– เส้นทางการผลิต (Routing) เป็นข้อมูลที่ต้องเตรียมเพื่อแสดงขั้นตอนต่างๆ ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป และกึ่งสำเร็จรูป ผ่านไปตามศูนย์งานต่างๆ ในเวลาที่ผลิต (Shop Floor) อย่างละเอียด และในบางระบบจะมีข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติลำดับขั้นตอนศูนย์งานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานต่างๆ ในการตั้งเครื่องและผลิต ในทางบริษัท เส้นทางการผลิตรวม ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือระดับทักษะที่ต้องการของผู้ผลิตได้ความต้องการในการทดสอบและอื่นๆ ด้วย และในบริษัทที่ผลิต

สินค้าบางประเภท ที่มีความซับซ้อนมาก อาจะต้องใช้ซอฟต์แวร์ประเภท Manufacturing Execution System มาเชื่อมกับระบบ ERP เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

– ข้อมูลกำลังการผลิต ฝ่ายผลิตต้องกำหนดลงไปว่ากำลังการผลิตของแต่ละ Work Center เท่ากับเท่าไหร่วันไหนทำงาน วันไหนหยุด วันที่ทำงานทำวันละกี่ชั่วโมง กี่กะ รวมถึงค่า Efficiency และ Utilization ด้วย

– ข้อมูลการบำรุงรักษาเครื่องจักร โดยฝ่ายผลิตจะต้องระบุว่าเครื่องจักร หรือ Work Center ใด จะต้องหยุดวันไหนบ้าง เพื่อทำการซ่อมบำรุง

– ข้อมูลประสิทธิภาพการผลิต เช่น %Yield, %Scarp ฯลฯ ที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิต

ข้อมูลพลวัต ได้แก่

– ใบสั่งผลิต (Work Order – WO) หรือใบงาน (Job Order) คือการสร้างข้อมูลการสั่งผลิตโดยระบุว่าต้องผลิตสินค้ารายไหน วันที่เท่าไหร่ เป็นปริมาณเท่ากับเท่าไหร่

– กระบวนการเบิกวัตถุดิบ (Issue) คือกระบวนการตัดเบิกวัตถุดิบ อ้างอิงตามเอกสารการเบิกวัตถุดิบ (Picking List)

– Transaction การรายงานผลการผลิต ใช้สำหรับติดตามสถานะของคำสั่งการผลิตเมื่อการผลิตเกิดขึ้นแล้ว แต่ละศูนย์งานจะรายงานความคืบหน้ามาสู่ ERP

ที่มา course.eau.ac.th/course/Download/0240814/erpdata.doc
ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์สำเร็จรูป
1. บริษัท อยุธยา เทคโนโลยี เซอร์วิส จำกัด http://www.ats.co.th

ดำเนินกิจการเกี่ยวกับ รับวางระบบงานคอมพิวเตอร์ ครบวงจร โดยมีระบบงานที่เป็น package สำเร็จรูปทางด้าน ERP ,SCM ,CRM ให้ลูกค้าได้เลือกใช้บริการ

2. บริษัท รีโมแมกซ์ จำกัด http://www.remomax.com

พัฒนาซอฟท์แวร์ระบบ ERP แก่องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ

3. ซอฟท์แวร์ ERP http://www.remomax.com

ให้บริการด้านซอฟท์แวร์ ERP นวัตกรรมใหม่ด้วยแนวคิด Software As A Service ง่ายต่อการใช้งาน

4. ERP Intelligence Industry and Finance Software http://www.erp7.tk

ERP Intelligence Industry and Finance Software

5. บริษัท อัลซอฟตรา จำกัด http://www.erpsquare.com

ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษา จัดอบรม และจำหน่ายซอฟท์แวร์ ERP

6. คอมพรีเฮนซีฟ โซลูชั่นส์ http://www.cscompthai.igetweb.com/

ตัวแทนจำหน่ายซอฟแวร์บัญชี SAGE, ACCPAC, ERP พร้อมให้คำปรึกษาและบริการหลังการขาย

7. บริษัท บิสซิเนส ซิสเต็มเมติก โซลูชั่น จำกัด http://www.bssolution.co.th

บริษัทดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบ Enterprise resource planning (ERP)

8. โปรแกรมบัญชีไทย http://www.programbuncheethai.com

จำหน่ายโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป โปรแกรม ERP ให้คำปรึกษาทางบัญชี วางระบบบัญชี

9. บริษัท อีลิท คอนซัลติ้ง จำกัด http://www.eliteconsulting.co.th

ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาระบบธุรกิจ เน้นให้บริการด้านวางระบบ ERP สำหรับธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นหลัก

10. บริษัท แพเท้นท์ จำกัด http://www.workplus.co.th

ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ WorkPlus เป็นระบบซอฟท์แวร์ ERP เชื่อมโยงการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

11. บริษัทโฟร์เอ็กซ์ตรีม จำกัด http://www.4x-treme.com

ประกอบกิจการด้านซอฟต์แวร์ อาทิ Application บน iPhone สร้างเว็บไซต์ ทำระบบERP และอื่นๆ

12. พรอมท์ โซลูชั่น http://www.promptth.com

บริษัทผู้ให้บริการวางระบบ ERP, CRM, SCM และ E-Business Solutions นอกจากนี้ยังให้บริการทางด้าน IT service และ จัดจำหน่าย Computer Hardware และ Software

13. บริษัท เอ็นวิชั่น คอนซัลติ้ง จำกัด http://www.envisionthailand.com

ให้บริการและให้คำปรึกษาด้านการใช้ซอฟท์แวร์ มุ่งเน้นที่ Software ERP, Software ทางด้านบัญชี และอื่นๆ

14. บริษัท บ้านบัญชีและที่ปรึกษา จำกัด http://www.baanbunche.com

บริษัทที่ทำธุรกิจด้านบัญชีและที่ปรึกษา เสนอบริการ Outsource ระบบบัญชีครบวงจรแก่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งรวมถึงการบริการทำบัญชีและภาษี การตรวจสอบบัญชี ปรึกษาภาษีอากร ปรึกษาด้านจัดการ และการจัดวางระบบ ERP

15. ระบบ ERP ภาษาไทย ประสิทธิภาพสูง http://www.bridsystems.com

PlanetOneERP คือระบบซอฟต์แวร์ สำหรับองค์กรที่สมบูรณ์แบบ เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง

16. ERP Manufacturing.MRP. http://www.erp7.co.cc

ERP++ Intelligence Industry and Finance Software

17. อีอาร์พี-ไทยแลนด์ http://www.erp-thailand.com

จำหน่ายซอฟต์แวร์ ERP MRP BI ระบบงานวิศวกรรม ระบบโลจิสติกส ระบบการวิเคราะห์ และระบบบริหารจัดการ

18. บริษัท วีอาร์เนสส์ จำกัด http://www.vrness.com

ศูนย์รวมข้อมูล และซอฟท์แวร์โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปบนวินโดวส์ อาทิ ERP, Formula, MRP, HRM

19. โปรแกรมบัญชี http://www.buncheeerp.com

ให้ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมบัญชี เช่น โปรแกรมเงินเดือน Forma, Formula, ERP, CRM, MyAccount ฯลฯ

20. คริสตอลซอฟท์แวร์กรุ๊ป http://www.crystalsoftwaregroup.com

เป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตซอฟท์แวร์ระบบบัญชี และการบริหาร

21. บริษัท ซันเด โซลูชันส์ จำกัด http://www.sundae.co.th

บริษัทผู้ให้บริการโซลูชั่นและที่ปรึกษาทางด้าน CRM, ERP, E-Business, E-Marketing, Call Center และเว็บแอปพลิเคชั่นส์แก่ธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ

22. บริษัท ลาโคนิค เทคโนโลยี จำกัด http://www.rfidsiam.com

บริษัทผู้ออกแบบและพัฒนาระบบ วางแผนทางธุรกิจ (ERP) และผลิตระบบที่นำไปใช้กับเทคโนโลยี RFID

23. บริษัท ไอเอฟเอส ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด http://www.ifs.co.th

บริษัทดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์ (ERP software) ทั้งซอฟท์แวร์สำเร็จรูปและซอฟท์แวร์ประยุกต์

24. บริษัท บิสซิเนส คอร์ เซอร์วิส จำกัด http://www.biscore.com

บริษัทดำเนินธุรกิจการพัฒนา ERP และการพัฒนาธุรกิจ การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กร

25. บริษัท เอ็มโฟกัส จำกัด [กรุงเทพฯ] http://www.m-focus.co.th/

ให้บริการด้านซอฟต์แวร์ รับวางแผนทรัพยากรองค์กร จัดตารางการผลิต บริการด้านระบบคุณภาพ และบริการให้คำปรึกษาให้บริการทางด้านให้คำปรึกษา ISO 9000 และ บริการจัดฝึกอบรม ISO 9000

26. บริษัท ดี.ซอพท์ คอนซัลติ้ง จำกัด http://www.dsoft.co.th

ตัวแทนจำหน่ายโปรแกรมสำเร็จรูปบัญชี โปรแกรมสำหรับการผลิต โปรแกรมบริหารทรัพยากรบุคคล โปรแกรมบริหารระบบหน้าร้าน ระบบต้นทุนการผลิต

27. ซอฟต์วันเอเซีย http://www.softoneasia.net

ผู้ผลิตและให้บริการโปรแกรม ERP สำหรับธุรกิจการเงิน อุตสาหกรรมผลิต งานบุคคล

28. บริษัท จูปิเตอร์ ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด http://www.jupitersystems.co.th

บริษัทพัฒนาและจำหน่ายซอฟท์แวร์ Enterprise Resource Information and Control System (ERIC) เป็นซอฟท์แวร์ที่รวบรวมการจัดการด้านการเงิน การกระจายสินค้า การผลิต งานด้านบุคคล

29. บริษัท อินฟินิเทค จำกัด http://www.infinitech.co.th

ให้คำปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ จัดวางระบบ รวมไปถึงพัฒนา Web Application Project Managment Tools CMS ERP…

30. บริษัท ไซเจ็น เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด http://www.zygencenter.com/

เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบ SAP การอบรม SAP และที่เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับระบบ SAP ERP ซอฟท์แวร์ที่มีการ Integrate ในส่วนของฟังก์ชันงานทั้งหมดในองค์กรเข้าด้วยกันและ SAP B1 ซอฟท์แวร์ ERP สำหรับธุรกิจ SME

31. โปรแกรมบัญชี CD Organizer http://www.cd-organizer.com/

CD Organizer เป็นโปรแกรมบัญชี ระบบซื้อ/ขาย รับเงิน/จ่ายเงิน สต๊อก เช็ครับ/เช็คจ่าย บัญชี ERP PAYR…

32. บริษัท เคอร์เนิล คอนซัลติ้ง จำกัด http://www.kernelconsulting.com

ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาในการนำโปรแกรม SAP มาใช้ เพื่อการดำเนินธุรกิจ

33. คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เกรท เมนูแฟคเทอรี่ง http://www.cimcoltd.com

จำหน่าย และรับวางระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารงานในโรงงาน

34. วิชั่น โฟร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ซอฟแวร์ http://www.vision4.co.th

ผลิตและจำหน่ายซอฟท์แวร์ BOS ERP2004 เพื่อการบริหารระบบปฏิบัติการธุรกิจ และให้บริการพัฒนาซอฟแวร์ตามความต้องการ

ที่มา http://dir.sanook.com/tags/ERP/

พัฒนาการของระบบ ERP
แนวคิด ERP เริ่มในยุคปี ค.ศ. 1990 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จุดกำเนิดเริ่มแรกของ ERP มาจากแนวคิดของการพัฒนาระบบการบริหารการผลิตรวม (Material Requirement Resource Planning / Manufacturing Resource Planning, MRP System) ของอุตสาหกรรมการผลิตในอเมริกา โดยคำว่า ERP และแนวคิดของ ERP นั้นก็พัฒนามาจาก MRP นั่นเอง

ในที่นี้จะขออธิบาย ความเป็นมาของ MRP โดยย่อว่ามีความเป็นมาอย่างไร และทำไมจึงพัฒนามาเป็น ERP ได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าใจความหมายของ ERP ได้ดียิ่งขึ้น และตัวแนวคิด ERP เองก็ยังมีวิวัฒนาการอยู่ จาก ERP ก็จะเป็น Extended ERP และจะพัฒนาไปเป็น Next Generation ERP ต่อไปในอนาคต
กำเนิดของ MRP

แนวคิดMRPเกิดขึ้นครั้งแรกที่อเมริกาในยุคต้นของ ทศวรรษ 1960 ในช่วงแรก MRP ย่อมาจาก Material Requirement Planning (การวางแผนความต้องการวัสดุ) เป็นวิธีการในการหาชนิดและจำนวนวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิตตามตารางเวลาและจำนวนสินค้าที่ได้วางแผนโดย MPS (Master Production Schedule)
วิธี MRP เป็นเทคนิคในการจัดการ ที่สามารถหารายการวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป ตามแผนการผลิตหลักที่ได้วางไว้ โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย สามารถสร้างใบรายการวัสดุ (bill of material)ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถบอกชนิดของวัสดุ จำนวนที่ต้องการ และเวลาที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ แต่วิธี MRP นี้ไม่มีความสามารถในการตรวจสอบหาข้อแตกต่างระหว่างแผนการผลิตกับสภาพการผลิตจริงที่ shop floor เนื่องจากไม่มีฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการป้อนกลับข้อมูลกลับมาปรับแผนใหม่ อย่างไรก็ตาม วิธี MRP ก็ยังดีกว่าวิธีการควบคุมสินค้าคงคลังแบบเดิม ช่วยให้สามารถลดจำนวนวัสดุคงคลัง และยกประสิทธิภาพการวางแผนการผลิตและการสั่งซื้อวัตถุดิบได้เป็นอย่างดีClosed Loop MRP

ย่างเข้ายุคปี ค.ศ. 1970 MRP ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการป้อนกลับข้อมูลการผลิตจริงใน shop floor นอกจากนั้นยังเพิ่มแนวคิดเรื่อง การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning) ระบบ MRP ที่ได้วิวัฒนาการโดยรวมเอาความสามารถรับ feed back จากฝ่ายการผลิต และ CRP เข้าไปนี้ ต่อมาถูกเรียกว่า MRP แบบวงปิด (Closed Loop MRP) ในขั้นตอนนี้ของวิวัฒนาการเราจะเห็นว่ามีการรวมเอางานการวางแผนการผลิต และการบริหารการผลิตเข้าเชื่อมโยงกัน จากที่ก่อนหน้านั้นทำงานแยกกันClosed Loop MRP นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบัน MRP ที่ใช้ในทุกธุรกิจการผลิตก็คือ Closed Loop MRP นี้เองการพัฒนาไปสู่ MRP II

จากความสำเร็จของ Closed Loop MRP ก็เกิดการพัฒนาต่อยอดขึ้นเป็น MRP II ในยุคปี ค.ศ. 1980 (โดย MRP ใหม่นี้ย่อมาจาก Manufacturing Resource Planning) ซึ่งได้รวมการวางแผนและบริหารทรัพยากรการผลิตอื่นๆ นอกจากการวางแผนและควบคุมกำลังการผลิต และวัตถุดิบการผลิต เข้าไปในระบบด้วย

MRP II ได้วิวัฒนาการถึงขั้นที่รวมหน้าที่ต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย การวางแผนงบการจัดซื้อวัตถุดิบ การวางแผนต้นทุนสินค้าคงคลังของระบบบริหารสินค้าคงคลัง การวางแผนกำลังคนที่สัมพันธ์กับกำลังการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต เข้าอยู่ในระบบ MRP II

ด้วยความสามารถนี้ทำให้ MRP II เป็นระบบที่สามารถส่งข้อมูลทุกชนิด ที่ระบบบัญชีต้องการให้แก่ระบบบัญชีได้ นั่นคือ MRP II เป็นระบบที่รวมเอา Closed loop MRP , ระบบบัญชี และระบบซิมูเลชั่น เข้าด้วยกัน เป็นการขยายขอบเขตของสิ่งที่สามารถวางแผนและบริหารให้กว้างขวางออกไปยิ่งขึ้นกว่าเดิมโดยการใช้ระบบ MRP II ธุรกิจการผลิตสามารถที่จะวางแผนและบริหารระบบงานต่างๆ คือ การขาย บัญชี บุคคล การผลิต และสินค้าคงคลัง เข้าด้วยกัน ได้อย่างบูรณาการ ด้วยความสามารถนี้ทำให้ MRP II เริ่มถูกเรียกว่า BRP (=Business Resource Planning) และเริ่มเป็นแนวคิดหลักของระบบ CIM (=Computer Integrated Manufacturing) จาก MRP II ไปเป็น ERP

MRP II เป็นแนวคิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ERP ได้ขยายแนวคิดของ MRP II ให้สามารถใช้ได้ทั้งองค์กรของธุรกิจที่หลากหลาย โดยการรวมระบบงานหลักทุกอย่างในองค์กรเข้ามาเป็นระบบเดียวกัน นั่นคือ ERP เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะสามารถตัดสินใจในด้านธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และแบบเรียลไทม์ โดยอาศัยข้อมูลทุกชนิดจากทุกระบบงานในองค์กรที่ระบบนำมาบันทึกเก็บไว้ในฐานข้อมูลรวมเดียวกัน

การพัฒนาต่อจาก ERP

แนวคิด ERP เกิดจากการขยาย MRP II ซึ่งเป็นระบบที่ optimize ในส่วนการผลิต ให้เป็นระบบที่ optimize ทั้งบริษัท ในปัจจุบันมีการพัฒนา E-Business อย่างรวดเร็ว และทำให้ขอบเขตของการ optimize ต้องมองให้กว้างมากขึ้นไปกว่าเดิมเป็น global optimize นั่นหมายความว่า ERP ก็จะมีวิวัฒนาการต่อไปอีก

การอ้างอิง

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=10a96978cc0e1712

เทคโนโลยีเชิงความร่วมมือของ ERP
แนวคิด ERP เริ่มในยุคปี ค.ศ. 1990 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จุดกำเนิดเริ่มแรกของ ERP มาจากแนวคิดของการพัฒนาระบบการบริหารการผลิตรวม (Material Requirement Resource Planning / Manufacturing Resource Planning, MRP System) ของอุตสาหกรรมการผลิตในอเมริกา โดยคำว่า ERP และแนวคิดของ ERP นั้นก็พัฒนามาจาก MRP นั่นเอง

ในที่นี้จะทำการอธิบาย ความเป็นมาของ MRP โดยย่อว่ามีความเป็นมาอย่างไร และทำไมจึงพัฒนามาเป็น ERP ได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าใจความหมายของ ERP ได้ดียิ่งขึ้น และตัวแนวคิด ERP เองก็ยังมีวิวัฒนาการอยู่ จาก ERP ก็จะเป็น Extended ERP และจะพัฒนาไปเป็น Next Generation ERP ต่อไปในอนาคต

รูปพัฒนาการจาก MRP สู่ ERP

กำเนิดของ MRP

แนวคิด MRP เกิดขึ้นครั้งแรกที่อเมริกาในยุคต้นของ ทศวรรษ 1960 ในช่วงแรก MRP ย่อมาจาก Material Requirement Planning (การวางแผนความต้องการวัสดุ) เป็นวิธีการในการหาชนิดและจำนวนวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิตตามตารางเวลาและจำนวนสินค้าที่ได้วางแผนโดย MPS (Master Production Schedule)

วิธี MRP เป็นเทคนิคในการจัดการ ที่สามารถหารายการวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป ตามแผนการผลิตหลักที่ได้วางไว้ โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย สามารถสร้างใบรายการวัสดุ (bill of material)ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถบอกชนิดของวัสดุ จำนวนที่ต้องการ และเวลาที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

แต่วิธี MRP นี้ไม่มีความสามารถในการตรวจสอบหาข้อแตกต่างระหว่างแผนการผลิตกับสภาพการผลิตจริงที่ shop floor เนื่องจากไม่มีฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการป้อนกลับข้อมูลกลับมาปรับแผนใหม่ อย่างไรก็ตาม วิธี MRP ก็ยังดีกว่าวิธีการควบคุมสินค้าคงคลังแบบเดิม ช่วยให้สามารถลดจำนวนวัสดุคงคลัง และยกประสิทธิภาพการวางแผนการผลิตและการสั่งซื้อวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี

Closed Loop MRP

ย่างเข้ายุคปี ค.ศ. 1970 MRP ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการป้อนกลับข้อมูลการผลิตจริงใน shop floor นอกจากนั้นยังเพิ่มแนวคิดเรื่อง การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning)

ระบบ MRP ที่ได้วิวัฒนาการโดยรวมเอาความสามารถรับ feed back จากฝ่ายการผลิต และ CRP เข้าไปนี้ ต่อมาถูกเรียกว่า MRP แบบวงปิด (Closed Loop MRP) ในขั้นตอนนี้ของวิวัฒนาการเราจะเห็นว่ามีการรวมเอางานการวางแผนการผลิต และการบริหารการผลิตเข้าเชื่อมโยงกัน จากที่ก่อนหน้านั้นทำงานแยกกัน Closed Loop MRP นี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบัน MRP ที่ใช้ในทุกธูรกิจการผลิตก็คือ Closed Loop MRP นี้เอง

การพัฒนาไปสู่ MRP II

จากความสำเร็จของ Closed Loop MRP ก็เกิดการพัฒนาต่อยอดขึ้นเป็น MRP II ในยุคปี ค.ศ. 1980 (โดย MRP ใหม่นี้ย่อมาจาก Manufacturing Resource Planning) ซึ่งได้รวมการวางแผนและบริหารทรัพยากรการผลิตอื่นๆ นอกจากการวางแผนและควบคุมกำลังการผลิต และวัตถุดิบการผลิต เข้าไปในระบบด้วย MRP II ได้วิวัฒนาการถึงขั้นที่รวมหน้าที่ต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย การวางแผนงบการจัดซื้อวัตถุดิบ การวางแผนต้นทุนสินค้าคงคลังของระบบบริหารสินค้าคงคลัง การวางแผนกำลังคนที่สัมพันธ์กับกำลังการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต เข้าอยู่ในระบบ MRP II ด้วยความสามารถนี้ทำให้ MRP II เป็นระบบที่สามารถส่งข้อมูลทุกชนิด ที่ระบบบัญชีต้องการให้แก่ระบบบัญชีได้ นั่นคือ MRP II เป็นระบบที่รวมเอา Closed loop MRP , ระบบบัญชี และระบบซิมูเลชั่น เข้าด้วยกัน เป็นการขยายขอบเขตของสิ่งที่สามารถวางแผนและบริหารให้กว้างขวางออกไปยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยการใช้ระบบ MRP II ธุรกิจการผลิตสามารถที่จะวางแผนและบริหารระบบงานต่างๆ คือ การขาย บัญชี บุคคล การผลิต และสินค้าคงคลัง เข้าด้วยกัน ได้อย่างบูรณาการ ด้วยความสามารถนี้ทำให้ MRP II เริ่มถูกเรียกว่า BRP (=Business Resource Planning) และเริ่มเป็นแนวคิดหลักของระบบ CIM (=Computer Integrated Manufacturing)

จาก MRP II ไปเป็น ERP

MRP II เป็นแนวคิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ERP ได้ขยายแนวคิดของ MRP II ให้สามารถใช้ได้ทั้งองค์กรของธุรกิจที่หลากหลาย โดยการรวมระบบงานหลักทุกอย่างในองค์กรเข้ามาเป็นระบบเดียวกัน นั่นคือ ERP เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะสามารถตัดสินใจในด้านธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และแบบเรียลไทม์ โดยอาศัยข้อมูลทุกชนิดจากทุกระบบงานในองค์กรที่ระบบนำมาบันทึกเก็บไว้ในฐานข้อมูลรวมเดียวกัน

การพัฒนาต่อจาก ERP

แนวคิด ERP เกิดจากการขยาย MRP II ซึ่งเป็นระบบที่ optimize ในส่วนการผลิต ให้เป็นระบบที่ optimize ทั้งบริษัท ในปัจจุบันมีการพัฒนา E-Business อย่างรวดเร็ว และทำให้ขอบเขตของการ optimize ต้องมองให้กว้างมากขึ้นไปกว่าเดิมเป็น global optimize นั่นหมายความว่า ERP ก็จะมีวิวัฒนาการต่อไปอีก

ที่มา http://www.cs.buu.ac.th/~werapan/321341/Presents/Ch9_ERP1.doc

Posted in Uncategorized | Leave a comment

โปรแกรมเกี่ยวกับไวรัส

       โปรแกรมเกี่ยวกับไวรัส     

BitDefender Antivirus

        BitDefender Antivirus คือโปรแกรมสแกนไวรัส สปายแวร์ และป้องกันภัยคุกคามจาก Internet ซึ่งสิ่งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเราใช้คอมพิวเตอร์ในการท่อง Internet กันเป็นประจำ และมีความเสี่ยงที่จะโดนไวรัสทาง Internet สูง BitDefender Antivirus นั้นมีความรวดเร็วในการสแกนตรวจหาไวรัสได้รวดเร็ว  BitDefender Antivirus ให้ความคุมครองด้านความปลอดภัยในเชิงรุกได้อย่างครอบคุมต่อภัยทุกภัยที่คุกคามทางอินเตอร์เน็ต และ BitDefender Antivirus ยังมีความสามารถในการบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ของเราให้มีเสถียรภาพและมีการสำรองข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเราอีกด้วย โดยการทำงานของมันนั้นจะไม่ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ลงเราช้าลงเลย เสมือนกับมันไม่ได้ทำงานอยู่ BitDefender Antivirus เป็นโปรแกรม Antivirusชื่อดังจากทางยุโรปที่มีความสามารถและประสิทธิภาพดีที่เยี่ยมครอบคุมในเรื่องของการต้องกันไวรัส BitDefender Antivirus นั้นมีระบบการสแกนไวรัสที่ทันสมัยโดยมันจะมีการจำและข้ามไฟล์ที่ถูกสแกนไปแล้วก่อนหน้านี้เพื่อลดระยะเวลาการทำงานของมันให้น้อยลง ซึ่งทำให้การทำ Full System Scan เร็วขึ้นและกระทบการทำงานของเครื่องน้อยที่สุด สามารถสแกนไวรัส  มัลแวร์ สแกนสปายแวร์ ป้องกันสแปมอีเมล์(สามารถสแกนอีเมล์) และยังสามารถปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณการจากการโจรกรรมข้อมูลผ่านทางคอมพิวเตอร์จากผู้ที่ไม่หวังดี  (Phishing Attempt, Intruders) พร้อมกับการอัพเดทข้อมูลในทุกชั่วโมง มีการทำงานแบบ Real Time แต่ก็ไม่กินทรัพยากรของเครื่องทำให้เครื่องทำงานได้เร็วเต็มประสิทธิภาพเหมือน ก็เป็นโปรแกรม Antivirus อีกตัวนึงที่น่าลองนำไปใช้กันดูครับ กับ BitDefender Antivirus 2012

  • ความง่ายในการใช้งาน

ทาง Softwin นั้นได้ออกแบบโปรแกรมมาให้ใช้งายได้อย่างง่ายดายและสอดคล้องกันทำให้มันได้รับความ
นิยมอย่างมากจากหลายๆฝ่าย ในตัวโปรแกรมนั้นยังมีการ Update อัตโนมัติคุณสามารถติดตั้งโปรแกรมแล้ว
ปล่อยมันทิ้งไว้ก็ยังได้ Bitdefender ยังมี file zone อยู่ที่ desktopแสดงสถานะของ fileที่ได้scan ไปแล้ว
ใน computerคุณยังสามารถลาก file ที่คุณสงสัยว่าน่าจะติดvirus มาใส่ในช่อง file zone ได้เลยแล้วโปรแกรม
จะทำการ scan ในทันทีในหน้าต่าง scan ยังมีหน้าต่างแสดงว่าแต่ละfile เป็นอย่างไร file ไหนที่ถูกยับยั้งไว้บ้าง
file ไหนที่ถูกลบไป และโปรแกรมนี้ยังมีหน้าต่างขึ้นมาถามว่าจะให้โปรแกรมทำอย่างไรกับ file ที่ติด virus จะ
ให้ลบหรือกักขังไว้ก็ได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถตั้งค่าโปรแกรม bitdefenderจากพวกนี้ได้อีกเช่น
Antivirus, Firewall, Antispam,Antispyware และParental Control

  • ประสิทธิผล

โปรแกรม Bitdefender ได้ออกแบบโปรแกรมมาให้สอดคล้องกับประเภทของแต่ละบุคคลเช่นถ้าคุณเป็น
นักธุรกิจแล้วต้องการรับ e-mail ของลูกค้าแต่ไม่ต้องการรับ spam ต่างๆ คุณก็สามารถตั้งค่า
Bitdefender’s spam filters ให้อนุญาตE-mail ลูกค้าเป็นพิเศษ Virus Bulletinได้จัดอันดับ
bitdefender ว่าอยู่ในระดับคุณภาพสูงสุดของantivirus softwareอีกทั้งยังผ่าน ICSA 2007
และVB 100% ด้วย

  • Updates

Live update สามารถ check updateของโปรแกรมหรือฐานข้อมูลของ anti virusโดยตัว
โปรแกรมจะทำการ update ข้อมูล antivirusเป็นช่วงๆโดยการตั้งค่าโปรแกรมของคุณเอง หรือการ
ตั้งค่าของทางโปรแกรมเอง (ทุกๆชั่วโมง) ถ้าเกิดว่าคุณไดUpdate ด้วยมือคุณสามารถเลือกได้อีกว่า
คุณต้องการ update อะไรบ้างหรืออยากจะ install อะไรบ้าง

  • คุณลักษณะ

    Bitdefender ใช้ ICSA Labs certified ในการ scan  ดังนั้นคุณจึงรู้สึกปลอดภัยในระบบป้องกัน
ภัยเหล่านั้นโปรแกรมนี้ยังสามารถสร้างบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับ การ update antivirus,การพบ virus
,ครั้งล่าสุดที่คุณ scan virus ใน computer และอีกมากมายได้อย่างรวดเร็ว ในbitdefender 2008
ยังมีหมวดสำหรับนักเล่น game โดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้คุณใช้ memory มากเกินความจำเป็นในระหว่างที่เล่น
game ส่งผลให้เกมส์ของคุณไม่กระตุก ตัวโปรแกรมนั้นยังสามารถคุมกัน computer ของคุณตั้งแต่การ
เปิด computer ขึ้นมาได้เลยโดยโปรแกรมจะส่งหน้าต่างขึ้นมาถามว่าคุณจะอนุญาตไหมคุณสามารถเลือก
อนุญาตหรือปฏิเสธไปได้ตามความชอบอีกทั้งยังมีsoftwareชุดอื่นมาอีก เช่นการตรวจหา spyware ที่พวก
เขาได้ใส่มาให้ แต่พวกเราก็ แนะนำให้ใช้ antispyware ไปอีกตัว เพื่อที่จะทำให้ computer ของท่าน
ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ

  • ความง่ายในการติดตั้ง
       1. ความต้องการของระบบ
ท่านสามารถติดตั้งโปรแกรม BitDefender Antivirus for Mac บนเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh
ระบบปฏิบัติการ Mac OS  X เวอร์ชัน 10.4.6 หรือเวอร์ชันล่าสุด ตามความต้องการขั้นต่่าของระบบดังนี้ :
– หน่วยความจ่า RAM อย่างน้อย 1 GB
– พื้นที่ว่างในฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 100 MB
– การแสดงผลของภาพ : 1 ล้าน สี
– หน้าจอ (4:3) ความละเอียด 1024 x 768
– หน้าจอแบบ wide screen ความละเอียด 1024 x 640
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ทเป็นขั้นตอนที่จ่าเป็นในการลงทะเบียนและอัพเดทโปรแกรม BitDefender
Antivirus for Mac
การค้นหาเวอร์ชันระบบปฏิบัติการ Mac และข้อมูลฮาร์ดแวร์ของคุณ
คลิกที่ไอคอน Apple ทางด้านซ้ายมือบนและเลือก About This Mac. จะมีหน้าต่างแสดงข้อมูลเวอร์ชัน
ของระบบปฏิบัติการและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของคุณ คลิกที่ More Info เพื่อแสดงรายละเอียดข้อมูล
ฮาร์ดแวร        2. การติดตั้งโปรแกรม BitDefender Antivirus for Mac
ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ที่ชื่อว่า bitdefender.dmg จากนั้นจะปรากฏหน้าจอการติดตั้งโปรแกรม หลังจากนั้นคลิกที่
bitdefenderInstaller.pkg ตามรูปภาพด้านล่าง

1. หลังจากที่คลิกที่ bitdefender.pkg แล้ว ปรากฏหน้าจอ Welcome to the BitDefender Installer ให้คลิกที่ Continue

            2. โปรดอ่านข้อมูลส่าคัญที่เกี่ยวกับโปรแกรมในส่วนของ Read Me
ในส่วนของ Read Me จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับ BitDefender Antivirus for Mac ซึ่งคุณ
สามารถพิมพ์หรือบันทึกไฟล์ Read Me ได้หากคุณต้องการที่จะกลับมาอ่านในภายหลัง จากนั้นคลิกที่
Continue

       3. โปรดอ่านข้อสัญญาเกี่ยวกับใบอนุญาต (License Agreement) แล้ว click ที่ Continue
และเลือก Agree
         License Agreement คือ เงื่อนไขข้อตกลงระหว่างคุณกับ BitDefender ส่าหรับการใช้งานโปรแกรม
BitDefender Antivirus for Mac ซึ่งคุณสามารถพิมพ์หรือบันทึกไฟล์ Read Me ได้หากคุณต้องการที่จะ
กลับมาอ่านในภายหลัง
**ข้อส่าคัญ
หากคุณไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเงื่อนไขดังกล่าว คลิกที่ Continue และเลือก Disagree เพื่อยกเลิกการติดตั้ง
และออกจากการติดตั้งโปรแกรม

4. เริ่มการติดตั้งโปรแกรม
โปรแกรม BitDefender Antivirus for Mac จะถูกติดตั้งไว้ที่ MacintoshHD/Library/BitDefender ซึ่ง
คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการติดตั้งได้ จากนั้นคลิกที่ Install เพื่อเริ่มการติดตั้งโปรแกรม

      5. การติดตั้งโปรแกรมรอจนกระทั่งการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นคลิก Continue

 

6. เมื่อท่าการติดตั้งโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิกที่ Close เพื่อปิดหน้าต่างการติดตั้งโปรแกรม

โปรแกรมนี้ มีคุณสมบัติเป็น Shareware ทางผู้พัฒนา โปรแกรม (Program Developer) ได้ให้นำไปใช้กันก่อน 30 วัน หาก ถ้าต้องการจะใช้ต่อกันในแบบ ตัวเต็มๆ (Full Version) หรือ แบบไม่มี การจำกัดเวลา (No Time Limit) ละก็จะต้อง เสียค่าลงทะเบียน (Register) เป็นเงินจำนวน 372.90 บาท

เอกสารอ้างอิง         http://bestantivirus4u.blogspot.com/

http://software.thaiware.com/10795-BitDefender_Antivirus_Plus_2012_

                Panda  Antivirus 

Panda Cloud Antivirus (ป้องกันไวรัสแบบครบเครื่อง ตัวเดียวอยู่) : โปรแกรมป้องกันไวรัสตัวร้ายตัวใหม่ ด้วย โปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวใหม่ล่าสุด ในเวอร์ชั่น 2011 ที่ผลิต และพัฒนาจากค่ายยักษ์ใหญ่เชื่อถือได้อย่าง Panda แห่งประเทศสเปน ออกมาแล้วครับ ตัวนี้ผู้ผลิตคุยไว้ว่ามีดีที่ครบเครื่องในตัวเดียว แถมยังเบาๆ เหมือนชื่อ ไม่โหลดเครื่องอีกต่างหาก จะดีสมราคาคุยหรือเปล่า ต้องลองกันแล้วล่ะครับ

สำหรับในเวอร์ชั่นนี้ ก็ป้องกันได้ทั้งไวรัส สปายแวร์ รวมไปถึงรูปภาพ หรือไฟล์ต่างๆ ที่อาจจะแฝงตัวมากับไฟล์ที่ท่านดาวน์โหลดมาจาก อินเตอร์เน็ต โปรแกรมนี้จัดการให้เรียบร้อยละครับ …

            Messages from Developers (ข้อความจากทาง ผู้พัฒนาโปรแกรมนี้) : โปรแกรมนี้ คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายที่สุดและมีการ ป้องกันอย่างอัตโนมัติมากที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณ แค่เพียงติดตั้งโปรแกรมนี้ คุณก็ลืมเรื่องไวรัส สปายแวร์ รูตคิตส์ นักเจาะระบบ ภัยล่อลวงออนไลน์ และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลไปได้เลย คุณจะสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนรูปถ่ายและวีดีโอ ซื้อขายและทำธุรกรรมทางธนาคารออนไลน์ อ่านบล็อกโปรด หรือท่องเว็บด้วยความสบายใจ ด้วยเทคโนโลยี “Collective Intelligence” ใหม่ล่าสุด จึงทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ปฏิบัติงานได้รวดเร็วกว่าเวอร์ชันที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก

สำหรับรางวัลชนะเลิศของเทคโนโลยี Collective Intelligence, ข้อมูลของผู้ใช้ Panda Security นับล้านคือแหล่งรวบรวมข้อมูล Malware ที่มีการอัพเดทเพื่อทำการป้องกันโดยอัตโนมัติสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุก เครื่องที่ทำการเชื่อมต่อเข้ากับระบบของ Panda Security สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้โดยการเข้าร่วมสังคมของ Panda เพื่อทำการป้องกันแบบ Real time โดยมีผลกระทบน้อยที่สุดในคอมพิวเตอร์

              More security, more protection.

การป้องกัน เพิ่มขึ้นความปลอดภัยเพิ่มขึ้น : Collective Intelligence เป็นเครือข่ายของข้อมูลโดยผู้ใช้ Panda เป็นผู้สร้างแหล่งข้อมูลนี้ขึ้น และกระจายแหล่งข้อมูลนี้ไปสู่ผู้อื่นโดยอัตโนมัติ ช่วยในการตรวจจับและป้องกันแบบ Real time

             More speed, more simplicity.

รวดเร็วและง่าย ดาย : เป็นเรื่องง่ายในการใช้ Collective Intelligence เพียงแค่ทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ

            More complete than ever.

มากกว่า Antivirus : รวบรวมชุดเครื่องมือที่ใช้ช่วยในการรักษาและปกป้องข้อมูลที่ถือเป็นหัวใจหลักของคุณ  การป้องกันแบบ Real time โดยรวบรวมแหล่งข้อมูลจากผู้ใช้นับล้าน

ตารางเปรียบเทียบ โปรแกรมของ Panda Security ในรุ่นต่างๆ
(กดเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

Note : โปรแกรมนี้ มีคุณสมบัติเป็น Shareware  ทางผู้พัฒนา โปรแกรม (Program Developer) ได้นำไปใช้กันก่อน 30 วัน หรือ 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ติดตั้ง โปรแกรม หากต้องการจะใช้ต่อกันในแบบ ตัวเต็มๆ (Full Version) หรือ แบบไม่มี การจำกัดเวลา (No Time Limit) ละก็ จะต้อง เสียค่าลงทะเบียน (Register) เป็นจำนวนเงินที่แตกต่างกันออกไป ตามรายละเอียดด้านล่าง ดังต่อไปนี้

– $40.95 (สำหรับ 1 เครื่อง 1 ปี)
– $50.95 (สำหรับ 3 เครื่อง 1 ปี)
– $90.09 (สำหรับ 1 เครื่อง 3 ปี)
– $112.09 (สำหรับ 3 เครื่อง 3 ปี)

http://software.thaiware.com/10168-Panda_Antivirus_Pro_

                Avast  Antivirus    2012

                 Avast Free Antivirus (โปรแกรม ป้องกัน ไวรัส  ที่มีความนิยมสูงสุด !) : โปรแกรมนี้เป็น โปรแกรม ป้องกันไวรัส หรือ “Anti Virus” ชั้นดีอีก หนึ่งตัว ครับ ที่ถือได้ว่า ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ มากอีกตัวนึง เพราะ โปรแกรมนี้ เป็น โปรแกรมที่ สามารถตรวจสอบ (Detect) และกำจัด (Delete & Kill) ได้ทั้ง ไวรัสประเภท ธรรมดา หรือ ไวรัสประเภทหนอน (Worm) และสุดท้าย ที่สำคัญ นั่นก็คือ โทจัน (Trojan) เรียกได้ว่า เขารับประกันได้เลยว่า โปรแกรมนี้ สามารถใช้งานได้ผลแบบ ชนิดที่เรียกว่า 100% ครับ แถมยังไม่พอในบอร์ดชื่อดังอย่าง พันทิพย์ ยังเชียร์เจ้าตัวนี้กันออกหน้าออกตาอีกด้วย
                 สำหรับ ความสามารถ ของเจ้าตัว โปรแกรมนี้ โดยสังเขป นั้นก็ โปรแกรมนี้สามารถที่จะ ปรับเปลี่ยน Skin หรือ หน้าตา ของการใช้งาน (Interface) ได้อย่างตามใจชอบ, มีระบบ ตรวจสอบหาไวรัส ทั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์เอง และ ไวรัสที่อาจจะมาจาก อินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นทาง E-Mail หรือ เว็บไซต์ (Web Access) โดยการตรวจสอบนี้ จะทำตั้งแต่ การเริ่ม เปิดเครื่อง (Boot) เลยละครับ ซึ่งนอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยี ของ iAVS technology โปรแกรมนี้ ยังมีระบบการ Update ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัส ตัวใหม่ๆ ที่อาจจะ เพิ่งเกิดขึ้นมา ได้แบบ อัตโนมัติ อาจจะเป็น 2-3 ครั้ง ต่อ สัปดาห์ แล้วแต่ความเหมาะสม
                 Note : โปรแกรมนี้ ทางผู้พัฒนาได้แจกให้ ทุกท่านได้นำ ไปใช้ กัน FREE ! นะครับผม  โดยที่ไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น หากมีปัญหาใดๆ คุณสามารถติดต่อกับทาง ผู้พัฒนา โปรแกรมนี้ได้ทาง E-Mail : info@avast.com
               เอกสารอ้างอิง              http://software.thaiware.com/3543-Avast_Free_Antivirus_

Avira AntiVir Premium หรือโปรแกรมแอนตี้ไวรัสร่มแดง ที่ได้มีการพัฒนามานานเป็น 10 ปี ซึ่งทางผู้พัฒนาของ Avira ก็ได้คิดค้นโปรแกรมป้องกันไวรัสมาอีกตัวที่ใช้ชื่อว่า Avira AntiVir Premium โดยรับประกันการทำงานระดับคุณภาพระดับ Premium เหมือนชื่อเลยครับ ความสามารถก็คล้ายกับโปรแกรม Avira AntiVir Personal Free เป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ และป้องกันภัยคุกคามทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นไวรัสเวิร์ม, โทรจัน, rootkits, phishings, แอดแวร์, สปายแวร์ และอื่นๆ โปรแกรมจะทำหน้าที่ตรวจสอบและการรักษาความปลอดภัยชั้นสูง ที่สำคัญมีการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพและทำงานสแกนแบบ เรียลไทม์เลยทีเดียว

เอกสารอ้างอิง         www.downloaddoo.com

              Download : http://www.upload.tc/download/13 … ey-to-2012.rar.html

http://www.usnzone.com/forum/thread-7965-1-1.html

                   Norton AntiVirus

         Norton Antivirus (สุดยอด โปรแกรม ป้องกันไวรัส ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มายาวนาน !) : โปรแกรมตัวนี้เป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ที่มีชื่อเสียงที่โด่งดังมาอย่างยาวนานโดยเดี๋ยวนี้ความสามารถของมัน ไม่ได้มีแค่ตามชื่อของมันอย่าง แอนตี้ไวรัส อย่างเดียว มันยังสามารถที่จะจัดการกับ สปายแวร์ (Spyware), หนอน (Worms), บอท (Bot) ต่างๆ รวมไปถึง การบุกรุกที่หลายรูปแบบ จากผู้ที่ไม่หวังดีกับท่านได้อีกด้วย

ด้วยทาง Norton ได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด อย่าง SONAR 2 (Symantec Online Network for Advanced Response) หรือ IPS (Intrusion Protection Systems) เข้ามาใช้ในเวอร์ชั่นนี้ บวกกับประสบการณ์อันยาวนาน เป็นสิบๆ ปี ของค่าย ผู้พัฒนาโปรแกรมนี้อย่าง Symantec จึงสามารถ ทำไห้ท่านได้มั่นใจได้เลยว่า โปรแกรมนี้จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ จะทำให้เครื่องคอมฯ ของท่านมี รปภ ชั้นดีคอยรักษาความปลอดภัย ขณะท่านเปิดใช้งานคอมพิวเตอร์

Note : โปรแกรมนี้ มีคุณสมบัติเป็น Shareware  ทางผู้พัฒนา โปรแกรม (Program Developer) เขาได้ท่านได้นำไปใช้กันก่อน 60 วัน (2 เดือน) หาก ถ้าท่านต้องการจะใช้ต่อกันในแบบ ตัวเต็มๆ (Full Version) หรือ แบบไม่มี การจำกัดเวลา (No Time Limit) ละก็จะต้อง เสียค่าลงทะเบียน (Register) เป็นเงินจำนวน $39.99

วิธีการติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัส นอรตัน Norton

วิธีการติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัส Norton

สำหรับการติดตั้งโปรแกรมบน Windows 2000 หรือ Windows XP คุณจะต้อง Log on เข้าวินโดว์ในสถานะของ administrator เท่านั้น ถึงจะทำการติดตั้งโปรแกรมได้

1. คลิกที่แถบ Install Install Norton AntiVirus 2005 หรือไอคอนตัวติดตั้งโปรแกรม โปรแกรมจะทำการเตรียมไฟล์ข้อมูลเพื่อการติดตั้ง ให้รอสักครู่ จะปรากฏหน้าต่างต้อนรับ ให้คลิกปุ่ม Install โปรแกรม Nortion AntiVirus ก็เริ่มติดตั้งลงเครื่องคอมพิวเตอร์

2. จากนั้นโปรแกรมจะแสดงหน้าต่างต้อนรับและแสดงข้อความลิขสิทธิ์ให้คลิกปุ่มNext
3. โปรแกรม Norton AntiVirus แสดงข้อความสิขสิทธิ์ให้เราอ่าน คลิกที่ I accept the License Agreement และคลิกปุ่ม Next
4. โปรแกรม Norton AntiVirus อยู่ในขั้นเตรียมการติดตั้ง เปิดให้เราสแกนไวรัสก่อน ให้คลิกที่ปุ่ม Start Scan
5. จากนั้นคลิกปุ่ม Next เพื่อทำการติดตั้งต่อไป
6. จากนั้นโปรแกรจะขึ้นหน้าต่างให้เลือกโฟลเดอร์ในการติดตั้ง ให้ใช้ค่าที่โปรแกรมกำหนดมาให้เลย จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Next
7. ระบบทำการติดตั้งโปรแกรม Norton Antivirus รอสักครู่
8. เมื่อทำการติดตั้งเสร็จแล้ว ระบบจะให้เราทำการ Restart คอมพิวเตอร์ใหม ่ให้คลิกเลือกที่ Restart Windows จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Finish
9. เมื่อคอมพิวเตอร์ของเรา Restart ขึ้นมาใหม่ก็จะพบกับหน้าต่างของ Norton Antivirus คลิกปุ่ม Next เพื่อทำงานต่อไป
10. จะปรากฏหน้าต่างการทำงานของโปรแกรม ซึ่งมีให้เลือก 3 หัวข้อเลือก
Activate and register your product now.
Activate your product now, but skip registration.
Activate later.
ในที่นี้ให้เลือก Activate later และคลิกปุ่ม Next
11. จะปรากฏหน้าต่างระบบความปลอดภัย ให้ใช้ค่าที่ทางระบบตั้งไว้ จากนั้นคลิกปุ่ม Next เพื่อทำงานต่อ

12. ระบบจะทำการการ Configuring รอสักครู่จะปรากฏหน้าต่างดังรูป ให้กดปุ่ม Finish

13. เมื่อกดปุ่ม Finish จะปรากฏหน้าตาโปรแกรม Norton AntiVirus

เอกสารอ้างอิง                  http://software.thaiware.com/1805-Norton_Antivirus_

http://vitikar.blogspot.com/2009/12/norton.html

              ESET NOD32 Antivirus

รุ่นล่าสุดของโปรแกรมระดับตำนาน ESET NOD32 Antivirus ที่ทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยก้าวไปสู่ขีดขั้นใหม่ ถูกสร้างมาให้ใช้ทรัพยากรระบบเพียงเล็กน้อย สแกนได้อย่างรวดเร็ว เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและมีตัวเลือกต่างๆสำหรับการปรับแต่งแก้ไข เพื่อการรักษาความปลอดภัยที่มั่นคงและเป็นไปตามต้องการทั้งออนไลน์และออฟไลน์

       ESET NOD32 Antivirus คือโปรแกรมป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคุณจะพบที่จะต่อสู้กับภัยคุกคามปริมาณมากทั้งทางอินเตอร์เน็ตและทางอีเมล์ มันคือโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ครอบคลุม และให้การคุ้มครองป้องกันสปายแวร์โดยไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของคอมพิวเตอร์ของคุณ

โดยใช้ ThreatSense® ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงของ ESET NOD32 Antivirus เป็นบทบาทในด้านปกป้องคุณจากการโจมตี ตรวจสอบและปิดการใช้งานไวรัสทั้งรู้จักและไม่รู้จัก, โทรจัน, เวิร์มแวร์,แอดแวร์สปายแวร์รูทคิทและภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ

ประโยชน์หลัก
– การปกป้องจากสิ่งที่คุณไม่รู้จัก
– หามัลแวร์อื่น ๆ ที่เจ้าอื่นหาไม่เจอ
– มีความรวดเร็ว
– ง่ายบนระบบของคุณ
– ง่ายสำหรับการใช้งาน

          อัพเกรดการป้องกันของคุณ

ด้วย ESET NOD32 Antivirus 5 คุณจะได้รับการปกป้องคุ้มครองในระดับสูงสุด ทั้งในขณะทำงานออนไลน์ ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค ดาวน์โหลดไฟล์ เล่นเกมออนไลน์ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านสื่อแบบถอดได้ (removable media)

             ESET Live Grid  ใหม่
ด้วยเทคโนโลยีการสแกนแบบคลาวด์ (Cloud) ทำให้สามารถปกป้องแบบ real-time ได้อย่างดีที่สุดจากภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตและการฉกฉวยประโยชน์ทางโซเชียลมีเดีย

             โหมดสำหรับคอเกม ใหม่
ช่วยให้คุณจดจ่ออยู่บนโลกออนไลน์หรืองานสำคัญต่างๆโดยปราศจากสิ่งรบกวน

โหมดประหยัดพลังงาน
สามารถรู้ได้ว่าเมื่อไรที่แล็ปท็อปใช้แบตเตอรี่มากเกินไป และจะเลื่อนการเตือนตารางงานโดยอัตโนมัติจนกว่าการดาวน์โหลดอัพเดทที่ใหญ่กว่าจะเสร็จสิ้น

การตรวจจับอัจฉริยะ
ด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับที่ช่วยค้นพบขั้นสูง สามารถตรวจจับแม้มัลแวร์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และตระหนักรู้ถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่ไม่คุ้นเคยของมัลแวร์ที่รู้จักอยู่ก่อนแล้ว

             การควบคุมสื่อแบบถอดได้ (ปรับปรุง) ใหม่
สแกน USB แฟลชไดรฟ์ การ์ดหน่วยความจำ และ CD/DVD ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ บล็อกสื่อแบบถอดได้โดยอิงจากประเภทของสื่อ ผู้ผลิต ขนาด และคุณลักษณะอื่นๆ

             ฟังก์ชั่น HIPS (ปรับปรุง) ใหม่
การทำงานของ HIPS ได้พัฒนาขึ้น ทำให้คุณสามารถกำหนดพฤติกรรมของระบบได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น เช่น ระบุกฎเกณฑ์สำหรับรีจิสทรี (registry) และสำหรับกระบวนการและโปรแกรมที่กำลังใช้งาน อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งระบบความปลอดภัยของคุณให้ดีกว่าเดิม

              ใช้ทรัพยากรของระบบน้อย
เราสร้างสรรค์โซลูชั่นอัจฉริยะที่ใช้ทรัพยากรระบบเพียงเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าศักยภาพการทำงานจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นเพื่อความต่อเนื่องของระดับการรักษาความปลอดภัย

การติดตั้ง

ปกติ

               ขอแนะนำการติดตั้งปกติให้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้ง ESET NOD32 Antivirus ที่มีการตั้งค่าปกติ การตั้งค่าปกติที่เป็นค่าเริ่มต้นของโปรแกรมจะให้ระดับการป้องกันสูงสุด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ไม่เชี่ยวชาญการใช้งานที่ไม่ต้องการกำหนดการตั้งค่าที่มีรายละเอียด

ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดคือ การป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เพื่อการอัพเดทโปรแกรมโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการให้การป้องกันระบบที่แน่นอน

ป้อน ชื่อผู้ใช้ และ รหัสผ่าน ของคุณลงในช่องว่างที่กำหนด เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ที่คุณได้รับหลังจากซื้อหรือลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ หากในขณะนี้ คุณไม่มีชื่อผู้ใช้หรือรหัสผ่าน ให้เลือก ตั้งค่าพารามิเตอร์การอัพเดทในภายหลัง คุณสามารถป้อนข้อมูลการตรวจสอบสิทธิ์ได้ในภายหลัง จากโปรแกรมได้โดยตรง

ขั้นตอนถัดไปในการติดตั้งคือ การกำหนดค่าของระบบการเตือนล่วงหน้า ThreatSense.Net ระบบการเตือนล่วงหน้า ThreatSense.Net ช่วยให้แน่ใจได้ว่า ESET จะได้รับการแจ้งในทันทีและอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการบุกรุกใหม่เพื่อการป้องกันลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ระบบจะส่งข้อมูลการคุกคามใหม่ไปยังห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับไวรัสของ ESET ซึ่งจะมีการวิเคราะห์ ดำเนินการ และเพิ่มไปยังฐานข้อมูลไวรัส

เลือกช่องทำเครื่องหมาย เปิดใช้ระบบการเตือนล่วงหน้า ThreatSense.Net เพื่อเปิดการใช้งานคุณลักษณะนี้ คลิกการตั้งค่าขั้นสูงเพื่อแก้ไขการตั้งค่าที่เป็นรายละเอียดสำหรับการส่งไฟล์ที่น่าสงสัย

ขั้นตอนต่อไปในกระบวนการติดตั้งคือ การกำหนดค่าการป้องกันแอพพลิเคชันที่อาจไม่พึงประสงค์ แอพพลิเคชันที่อาจไม่พึงประสงค์ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแอพพลิเคชันที่อันตราย แต่อาจมีผลกับประสิทธิภาพการทำงานของระบบปฏิบัติการในบางด้าน แอพพลิเคชันดังกล่าวมักจะขอให้มีการยินยอมก่อนติดตั้ง ทั้งนี้เนื่องจากแอพพลิเคชันมักเป็นส่วนหนึ่งของการติดตั้งของโปรแกรมอื่น และอาจสังเกตได้ยากในระหว่างการติดตั้ง ในบางครั้ง การติดตั้งแอพพลิเคชันที่อาจไม่พึงประสงค์จะมีผลต่อการทำงานของระบบปฏิบัติการ

เลือกตัวเลือก เปิดใช้งานการตรวจหาแอพพลิเคชันที่อาจไม่พึงประสงค์ เพื่อช่วยให้ ESET NOD32 Antivirus สามารถตรวจหาการคุกคามประเภทนี้ เราขอแนะนำให้เปิดใช้งานตัวเลือกนี้

ขั้นตอนสุดท้้ายในโหมดการติดตั้งปกติคือการยืนยันการติดตั้งด้วยการคลิกที่ปุ่ม ติดตั้ง

กำหนดเอง

        การติดตั้งแบบกำหนดเองได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ที่มีประสบการณ์กับโปรแกรมแบบปรับแต่งได้ และผู้ที่ต้องการแก้ไขการตั้งค่าขั้นสูงในระหว่างการติดตั้ง

ขั้นตอนแรกคือการเลือกตำแหน่งโฟลเดอร์การติดตั้ง ตามค่าเริ่มต้น โปรแกรมจะติดตั้งลงในโฟลเดอร์ C:\Program Files\ESET\ESET NOD32 Antivirus\ คลิก เรียกดู… เพื่อเปลี่ยนตำแหน่ง

ขั้นตอนต่อมา ป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคุณ ขั้นตอนนี้เหมือนกับขั้นตอนใน การติดตั้งปกติ

ขั้นตอนต่อไปนี้คือ การกำหนดค่าของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณ หากคุณใช้สายโทรศัพท์เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ให้เลือกตัวเลือก “ฉันใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านหมายเลขโทรศัพท์ (โมเด็ม)” หรือมิฉะนั้น อย่าเลือกตัวเลือกนี้

พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์
พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ที่กำหนดค่าอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอัพเดทโปรแกรมเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม หากคุณไม่ทราบว่าคุณใช้พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือไม่ โปรดเลือก ฉันไม่แน่ใจว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของฉันใช้พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์หรือไม่ ใช้การตั้งค่าเดียวกับ Internet Explorer (แนะนำ) หากคุณไม่ใช้พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ โปรดเลือกตัวเลือกที่ตรงกัน

เลือก ฉันใช้พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ หากคุณใช้งาน หากคุณเลือกตัวเลือกสุดท้าย ให้กำหนดค่าการตั้งค่าพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ของคุณในหน้าต่างถัดไป ป้อนที่อยู่ IP หรือ URL ของพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ของคุณใน ที่อยู่ พอร์ต จะช่วยให้คุณสามารถระบุพอร์ตที่พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ยอมรับการเชื่อมต่อ (3128 ตามค่าเริ่มต้น) ในกรณีที่พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ต้องการการตรวจสอบสิทธิ์ ผู้ใช้ต้องป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ถูกต้อง เพื่อให้สิทธิ์ในการเข้าถึงพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ การตั้งค่าพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์สามารถคัดลอกได้จาก Internet Explorer หากต้องการ เมื่อต้องการดำเนินการดังกล่าว ให้คลิกที่ ใช้ และยืนยันการเลือก

ดำเนินการต่อในขั้นตอนถัดไป การกำหนดค่าของการอัพเดทตองค์ประกอบของโปรแกรมโดยอัตโนมัติของ ESET NOD32 Antivirus ซึ่งเป็นการอัพเกรดโปรแกรมที่มีความสำคัญ คลิก เปลี่ยน เพื่อเข้าถึงการตั้งค่าขั้นสูง หากคุณไม่ต้องการให้อัพเดทองค์ประกอบของโปรแกรม ให้เลือก ไม่อัพเดทองค์ประกอบของโปรแกรม ตัวเลือก ถามก่อนที่จะดาวน์โหลดองค์ประกอบของโปรแกรม จะแสดงหน้าต่างการยืนยันสำหรับการดาวน์โหลดองค์ประกอบของโปรแกรม เมื่อต้องการเปิดใช้การอัพเกรดองค์ประกอบของโปรแกรมโดยอัตโนมัติ ให้เลือกตัวเลือก อัพเกรดองค์ประกอบของโปรแกรม หากสามารถทำงานได้

ขั้นตอนถัดไปของการติดตั้งคือ การป้อนรหัสผ่านเพื่อป้องกัน พารามิเตอร์ของโปรแกรม เลือกรหัสผ่านที่คุณต้องการใช้เพื่อป้องกันโปรแกรม พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้งเพื่อยืนยัน ซึ่งจะป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ขั้นตอน การกำหนดค่าของระบบการเตือนล่วงหน้า ThreatSense.Net และ การตรวจหาแอพพลิเคชันที่อาจไม่พึงประสงค์ จะเหมือนกับขั้นตอนของ การติดตั้งปกติ

ขั้นตอนสุดท้ายจะแสดงหน้าต่างที่ต้องการการยินยอมของคุณสำหรับการติดตั้ง

เอกสารอ้างอิง     http://eset.co.th/th/for-home/products/eset-nod32-antivirus-5/

http://nod32.helpmax.net/th

           

                           AVG Anti-Virus Free Edition (อีกหนึ่ง โปรแกรม แอนตี้ไวรัส แจกฟรี ได้รับความนิยมสูง) : เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ชื่อดังของโลก ซึ่งต่างประเทศโปรแกรมตัวนี้ ติดอันดับต้นๆ ของ Antivirus ที่ฮอตฮิตโลกเลยที่เดียว แต่สำหรับเมืองไทยกลับไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่ ซึ่งเจ้าตัว AVG นอกจากจะมีดีเพราะความ ฟรี ของมันแล้ว มันยังมีความสามารถป้องกันไวรัส และเหล่าบรรดา มัลแวร์ (Malware) แฮคเกอร์ (Hacker) ได้ดีไม่แพ้ของที่เสียตังค์แต่อย่างใด มีการ Update ข้อมูลไวรัสอย่างรวดเร็ว แถมยังไม่หน่วงเครื่องของคุณอีกต่างหากแถมยังมีฟังก์ชั่น Real-time Protection เปรียบเสมือนยามค่อยเฝ้ามองไวรัสอยู่ตลอดเวลา

วิธีใช้งานโปรแกรม AVG Anti-Virus

หลังจากติดตั้งแล้วเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาจะมีหน้าต่างดังรูป

-ให้คลิก Next ครับ

-ให้คลิก Next อีกทีครับ

– ในช่อง Low Priority เลือกถ้าหากแรมคุณมีขนาดไม่มากนัก จะทำการสแกนไปอย่างช้าๆ
– ในช่อง Hight Priority เลือกถ้าหากว่าแรมคุณมีขนาดใหญ่ จะทำให้การสแกนเร็ว แต่อาจจะทำให้เครื่องดาวน์ลงในระหว่างที่ำทำการสแกน
– ในช่อง Enable Schedualed Dialy ถ้าเลือกโปรแกรมจะทำการสแกนตามเวลาที่ได้ตั้งไว้(แนะนำให้ติ๊กออกแล้วเลือกสแกนเองตามต้องการดีกว่าครับ)
– จากนั้นให้คลิก Next

-จากนั้นจะมีหน้าต่างเตือนว่าต้องการจะสแกนไวรัสตอนนี้หรือไม่ ให้เลือก Next

-จากนั้นจะมีหน้าต่างเตือนว่า

-จากนั้นจะมีหน้าต่างดังรูป ให้คลิก Continue

วิธีใช้งาน

1.Scan Computor

-คลิกที่ปุ่มสแกนคอมพิวเตอร์ เพื่อเริ่มทำการสแกน
-หลังจากที่ทำการสแกนเสร็จแล้ว หากต้องการดูข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสให้คลิกปุ่ม Detail จะได้ ดังรูป

-จะโชว์ข้อมูลของไวรัส(ในที่นี่ไม่มีไวรัส) ให้คลิกปุ่ม close
-จากนั้นจะมีหน้าต่างเตือน ให้คลิก ok
-และคลิกปุ่ม yes อีกครั้ง เพื่อทำการลบไวรัส

2.Scan Selected Areas

-เป็นการเลือกไดรว์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการจะสแกนไวรัส
-คลิกที่ปุ่ม Scan Selected Areas
-เลือกไดรว์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการสแกน
-จากนั้นคลิกปุ่ม Scan Selected Areas
-โปรแกรมจะเริ่มทำงาน
-เมื่อทำการสแกนเสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Close เพื่อทำการกำจัดไวรัส

3.Check for Updates

-เ้ป็นการอัพเดทข้อมูลไวรัส
-คลิกปุ่ม Check for Updates
-จะปรากฏหน้าต่างการอัพเดทโปรแกรม ให้คลิกปุ่ม internet เพื่อดาวน์โหลดข้อมูลไวรัส
-จะปรากฏข้อมูลที่จำเป็นในการอัพเดทให้คลิกปุ่ม Update
-เมื่ออัพเดทข้อมูลเสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม ok

Control Center

-เมนูด้านซ้ายมือ
-คลิกปุ่ม Control Center
-จะปรากฏหน้าต่าง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

Anti-Virus

-เป็นส่วนในการอัพเดทข้อมูลไวรัสในโปรแกรม

Scheduler

-ทำหน้าที่ในการตั้งเวลาสแกนและอัพเดทข้อมูลไวรัส

Resident Shield

-เป็นระบบป้องกันไวรัสแบบเรียลไทม์

Virus Vault

-เป็นเสมือนห้องคุมขังไฟล์ที่ถูกไวรัสเล่นงาน

Update Manager

-เป็นการรายงานอัพเดทข้อมูลไวรัสว่าล่าสุดเมื่อไร

การใช้งานหลักๆก็มีแค่นี้ละครับ

เอกสารอ้างอิง    http://software.thaiware.com/9991-AVG_AntiVirus_Free_Edition

http://antivirus.nabia10.com/manual/avg.html

เนื่องจากในปัจจุบันมีอันตรายต่างๆ ที่มักจะแฝงตัวเข้ามาทางอินเตอร์เน็ต เช่น ไวรัส โทรจัน หนอนคอมพิวเตอร์ และสปายแวร์ ซึ่งทางค่าย Microsoft ได้เล็งเห็นจุดนี้จึงได้สร้าง Microsoft Security Essentials 4เพื่อเข้ามาช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ โดยผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศในการป้องกันไวรัสและผู้บุกรุกต่างๆ จาก Virus Bulletin Ltd., Checkmark Certification จาก West Coast Labs และการรับรองจาก ICSA Labs

Microsoft Security Essentials 4 ถือได้ว่าเป็นอีกโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ได้รับความนิยมและควรมีติดไว้ในเครื่องของเรา สำหรับการดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมนั้น ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลยแถมยังติดตั้งใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เมื่อทำการติดตั้งโปรแกรมแล้ว ซอฟต์แวร์จะทำการปรับปรุงโดยอัตโนมัติวันละหนึ่งครั้ง เพื่อทำการอัพเดทฐานข้อมูล ติดตามการคุกคามใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องและปรับปรุงคอมพิวเตอร์ของคุณให้มีความปลอดภัยทุกครั้งที่ใช้งาน

สำหรับในด้านการทำงานของโปรแกรม มีการใช้รหัสสีเขียว เหลือง และแดง ในการกำหนดสถานะความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของคุณ และมีไอคอนแถบสีในแถบงานค่อยบอกให้เราได้รับทราบ ถ้าเป็นสีเขียว แปลว่า ปลอดภัยจากการคุกคาม หากมีสีเหลืองหรือสีแดงทาง Microsoft Security Essentials 4 จะทำการแจ้งเตือน และแนะนำสิ่งที่ควรจะทำหรือแก้ไขเพื่อให้คอมพิวเตอร์ของคุณปลอดภัยมากขึ้น

การทำงานของโปรแกรมเป็นการทำงานแบบเบื้องหลังโดยไม่มีข้อความแจ้ง แต่หากเมื่อเกิดมีการพบปัญหาต่างๆ ทางด้าน Microsoft Security Essentials จะทำการแจ้งเตือนบอกให้คุณเปิดโปรแกรมเช็คปัญหาหรือความผิดพลาดต่างๆ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหานั้นๆ เลย ในด้านประสิทธิภาพการทำงานของโปรแกรมมีความกระชับ มีการกำหนดให้สแกน ป้องกัน และปรับปรุงการทำงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การทำงานของโปรแกรมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และพร้อมเสมอสำหรับการป้องกันการคุกคาม

เหตุผลที่ควรใช้ Microsoft Security Essentials 4.0
– การป้องกันแบบเรียลไทม์
– การสแกนระบบ
– การล้างระบบ
– การรวมระบบเข้ากับ Windows Firewall
– บริการลายเซ็นแบบไดนามิก
– การป้องกัน Rootkit
– การป้องกันการคุกคามและซอฟต์แวร์ที่ไม่ปลอดภัย

วิธีติดตั้ง

         Microsoft Security Essentials โปรแกรม Antivirus and Antispyware

เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วสำหรับโปรแกรม Microsoft Security Essentials หรือ MSE ซึ่งเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและแอนตี้สปายแวร์แบบฟรีแวร์ (Freeware) ของไมโครซอฟท์

การดาวน์โหลด Microsoft Security Essentials
โปรแกรม Microsoft Security Essentials หรือ MSE เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์มีหมายเลขเวอร์ชันเป็น 1.0.1611.0 โดยไฟล์ติดตั้งมีขนาดประมาณ 4 MB ท่านใดต้องการทดลองใช้งานสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ตามขั้นตอนดังนี้

1. เปิดไปที่เว็บไซต์ Microsoft Security Essentials

2. ในหน้าเว็บไซต์ Microsoft Security Essentials ให้คลิกปุ่ม Download Now

3. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ ให้เลือกภาษาที่ต้องการจากดร็อปดาวน์ลิสใต้ Locale and Language จากนั้นคลิกบนลิงก์ของระบบปฏิบัติการที่ต้องการนำไปใช้งาน ซึ่งมี 3 ตัวเลือก คือ Windows XP 32-bit, Windows Vista/Win7 32-bit และ Windows Vista/Win7 64-bit

หมายเหตุ: ขั้นตอนนี้จะมีเฉพาะกรณีของการดาวน์โหลดจากเครื่อง Windows XP หากทำการดาวน์โหลดจากเครื่อง Windows 7 ระบบจะดาวน์โหลด MSE รุ่นที่ตรงกับระบบวินโดวส์ให้อัตโนมัติ

4. ในหน้าไดอะล็อกบ็อกซ์ดังรูปด้านล่าง ให้คลิก Save file แล้วรอจนการดาวน์โหลดแล้วเสร็จ จากนั้นให้คลิก Close เพื่อปิดหน้าป็อปอัพ (รูปด้านบน)

ความต้องการระบบของ Microsoft Security Essentials
โปรแกรม Microsoft Security Essentials มีความต้องการระบบดังนี้
Windows XP
• CPU ที่มีความเร็ว 500 MHz หรือสูงกว่า
• มีหน่วยความจำ (Memory) 256 MB หรือสูงกว่า

Windows Vista และ Windows 7
• CPU ที่มีความเร็ว 1GHz หรือสูงกว่า
• มีหน่วยความจำ (Memory) 1 GB หรือสูงกว่า

Windows ทุกระบบ
• VGA (Display) ที่สามารถแสดงผลได้ที่ความละเอียด 800 x 600 หรือสูงกว่า
• พื้นว่างบนฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 140 MB
• การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสำหรับการดาวน์โหลดโปรแกรม MSE และการอัพเดทไวรัสเดฟินิชัน

หมายเหตุ: จะมีการตรวจสอบว่าวินโดวส์ (Validate) ที่ใช้นั้นมีลิขสิทธิ์ถูกต้องหรือไม่ในขั้นตอนการติดตั้ง สำหรับวิธีการติดตั้งสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Installing Microsoft Security Essentials

เอสารอ้างอิง   http://downloadhoo.com/microsoft-security-essentials-4.html

http://thaiwinadmin.blogspot.com/2009/09/microsoft-security-essentials.html

Kaspersky Anti-Virus 2012

Kaspersky Anti-Virus 2012 เป็นโปรแกรมสแกนไวรัสถูกพัฒนาโดยทีมรัสเซียและเป็นโปรแกรมสแกนไวรัสตัวหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำงานดีเยี่ยมไม่แพ้โปรแกรมสแกนไวรัสอื่นๆ สำหรับโปรแกรม Kaspersky Anti-Virus 2012 เวอร์ชั่นล่าสุดมีความสามารถในการป้องกันไวรัสได้ตลอดเวลาและสามารถป้องกันมัลแวร์และสปายแวร์ต่างๆ โปรแกรมจะทำงานตลอดเวลาเมื่อทำการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และค่อยป้องกันการโจมตีจากไวรัส ที่ต้องการเข้ามาแฝงตัวในเครื่องของท่าน ในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้มีการนำเทคโนโลยี Cloud มาช่วยในการอัพเดทข้อมูลตลอดเวลา โปรแกรมสามารถทำงานได้ในแบบ Hybrid โดยใช้ทั้งข้อมูลจาก Cloud หรือเครื่องของเราก็ได้อีกด้วย หน้าตาของโปรแกรม Kaspersky Anti-Virus 2012ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้อย่างเรียบง่าย และเน้นการใช้งานง่ายเพื่อให้ผู้ใช้สามารถได้เข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆ และใช้งานโปรแกรมได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ

การทำงานของโปรแกรมแอนตี้ไวรัส Kaspersky Anti-Virus 2012 มีการทำงานแบบ Real-Time ปกป้องไวรัส มัลแวร์และสปายแวร์อยู่ตลอดเวลาเมื่อทำการเปิดคอมพิวเตอร์ และมีการทำงานแบบเบื้องหลังโดยจะคอยสแกนหาไวรัสหรือเตือนภัยต่างๆ เมื่อเจอไวรัสและกำจัดไวรัสให้สิ้นซาก

การติดตั้งโปรแกรม Kaspersky เวอร์ชัน 2012

หมายเหตุ 1 : ก่อนทำการติดตั้งโปรแกรม Kaspersky เวอร์ชัน 2012 โปรดถอนการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสใดๆ ของค่ายอื่น รวมถึงโปรแกรม Kaspersky เวอร์ชันก่อนหน้านี้ทั้งหมด เพื่อให้การติดตั้งโปรแกรม Kaspersky 2012 ทำงานได้อย่างสมบูรณ์

หมายเหตุ 2 : ท่านสามารถใช้รหัสติดตั้งโปรแกรม Kaspersky ของเวอร์ชัน 2011 เพื่อทำการติดตั้งกับโปรแกรม Kaspersky เวอร์ชันนี้ได้

ความต้องการขั้นต่ำของระบบ

 

คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Kaspersky เวอร์ชัน 2012 ได้โดยคลิกที่ลิงก์ด้านล่าง

ลิงก์สำหรับดาวน์โหลด Kaspersky Internet Security 2012 :

http://www.thaikaspersky.com/th/downloads/program/kis12.0.0.374en.exe

ลิงก์สำหรับดาวน์โหลด Kaspersky Anti-Virus 2012 :

http://www.thaikaspersky.com/th/downloads/program/kav12.0.0.374en.exe

3. เลือกโฟลเดอร์ที่ใช้จัดเก็บไฟล์

4. คลิกปุ่ม Save

5. รอจนการดาวน์โหลดเสร็จสิ้น (แสดงข้อความ Download Complete)

6. คลิกปุ่ม Open Folder เพื่อไปยังที่จัดเก็บไฟล์

7. ดับเบิลคลิกไฟล์ kis12.0.0.374en.exe

8. รอให้โปรแกรมแตกไฟล์สักครู่ (สำหรับวินโดว์ XP อาจจะต้องคลิก Run ก่อน)

9. คลิกปุ่ม Next

10. คลิกปุ่ม I Agree

11. คลิกปุ่ม Install

12. จากนั้นโปรแกรม Kaspersky จะเริ่มติดตั้ง

13. เมื่อการติดตั้งสมบูรณ์ให้คลิกปุ่ม  Finish

14. รอสักครู่ระหว่างโปรแกรมกำลังเริ่มต้นทำงาน

15. จากนั้นจะมีหน้าต่างให้ทำการใส่รหัสติดตั้ง 20 หลักลงไปในช่อง Activate commercial version แล้วคลิกปุ่ม Next

16. รอสักครู่ระหว่างการเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์

17. เมื่อการเปิดใช้งานผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้น ให้คลิกปุ่ม Finish

18. รายละเอียดของ License ก็จะแสดงให้เห็น

19. ให้คลิกปุ่ม Home เพื่อกลับไปยังหน้าหลัก

20. จากนั้นเลือกหัวข้ออัพเดต

21. จากนั้นคลิกปุ่ม Run update เพื่อทำการอัพเดตฐานข้อมูลของตัวโปรแกรม

22. รอจนกว่าการอัพเดตฐานข้อมูลเสร็จสิ้น ก็เป็นอันเสร็จ

เอกสารอ้างอิง          http://www.icom.co.th/faq/forum_ans.php?FaqId=89

http://downloadhoo.com/kaspersky-anti-virus-2012.html

McAfee AntiVirus Plus 2010

                             McAfee AntiVirus Plus 2010 เป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสยอดนิยมที่ใช้อย่างแพร่หลายในองค์กรและบริษัทต่างๆ โปรแกรมนี้ก็สามารถป้องกันภัยคอมพิวเตอร์ได้นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ไวรัส, มัลแวร์, โทจัน, สปายแวร์ สำหรับเวอร์ชั่นใหม่นี้ก็มี SiteAdvisor ซึ่งมีไว้สำหรับแนะนำการเข้าใช้งานเว็บไซต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เราเข้าไปยังเว็บไซต์ปล่อยไวรัสต่างๆ

คุณสมบัติ

พิเศษ McAfee
McAfee ใช้งานล่าสุดคุ้มครอง™เทคโนโลยีทันทีวิเคราะห์และสกัดกั้นภัยคุกคามใหม่และที่เกิดขึ้นใหม่ในหน่วยมิลลิวินาทีจึงมีช่องว่างในจวนของคุณไม่ป้องกัน ซึ่งแตกต่างจากการแข่งขันภัยคุกคามจะถูกวิเคราะห์และบล็อกในมิลลิวินาทีเพื่อให้คุณไม่ต้องรอสำหรับการปรับปรุงปกติที่จะมาถึง

Anti-Virus/Anti-Spyware
ตรวจจับ, บล็อคและลบไวรัสสปายแวร์, แอดแวร์, rootkits แม้แต่โปรแกรม-ร้ายกาจออกแบบไปยุ่งเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

Two-Way Firewall
ภายนอกบล็อกจากการเจาะเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

แมคอาฟี®® SiteAdvisor
ช่วยให้คุณรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของเว็บไซต์ก่อนที่คุณคลิกเพื่อหยุดภัยคุกคามมัลแวร์ ป้องกันฟิชชิ่งขั้นสูงจะแจ้งเตือนคุณไปยังเว็บไซต์ที่อาจพยายามที่จะขโมยตัวตนของคุณหรือได้รับการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของคุณ ให้คะแนนเว็บไซต์ใน 22 เครื่องมือค้นหาที่นิยม

เวลาสแกน
พึ่งพาเรียลไทม์สแกนโดยอัตโนมัติปกป้องคุณจากภัยคุกคามเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ เพลิดเพลินไปกับเวลาของระบบได้อย่างรวดเร็วภายหลังการสแกนซึ่งจะไม่ช้าคุณลง

ใช้หน่วยความจำ
ขนาดเล็กรอยความทรงจำหมายความว่าผลกระทบน้อยลงในการกิจกรรมคอมพิวเตอร์ของคุณวันต่อวัน

การติดตั้ง
ขนาดการดาวน์โหลดขนาดเล็กที่ช่วยให้คุณได้อย่างรวดเร็วและทำงาน

เอกสารอ้างอิง     http://downloadhoo.com/kaspersky-anti-virus-2012.html

http://anti-virus-software-review.toptenreviews.com/mcafee-review.html

G-DATA Antivirus

           G Data AntiVirus 2013 ได้รับผลการทดสอบที่ดีที่สุด ด้วยเทคโนโลยี Double Scan โดยไม่กินทรัพยากรเครื่อง โดยใช้เทคโนโลยี selflearning, fingerprint และ whitelisting ซึ่งทำให้ค่าเฉลี่ยความเร็วในการสแกนเพิ่มขึ้นและความต้องการของหน่วยความจำ ลดลง และมีเทคโนโลยีตรวจจับเชิงรุกของไวรัสที่ไม่รู้จักผ่านการตรวจสอบพฤติกรรม การการทำงานของไฟล์ เพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นไวรัสใหม่ โดยอาศัยเทคโนโลยีแบบ Cloud Computing

การปกป้องสูงสุด จากผลการชนะเลิศการทดสอบ:
การ ตรวจหาไวรัสได้มากที่สุด และ ประสิทธิภาพการค้นพบไวรัสที่ยอดเยี่ยมด้วยเทคโนโลยี Double Scan เป็นเวลาหลายปีชนะเลิศในการค้นหาไวรัสตัวใหม่ได้เร็วที่สุด ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับการตรวจหาไวรัสที่ไม่รู้จัก (ตรวจสอบจากพฤติกรรม, heuristics, Cloud Security)

ข้อมูลจำเพาะ: 

ง่าย ปลอดภัย ประหยัดทรัพยากร

ต้อง G Data ป้องกันที่ดีที่สุดในการทดสอบโดยไม่สูญเสียการทำงานของคอมพิวเตอร์ใด ๆ การใช้ลายนิ้วมือและ selflearning ยกเว้นหมายถึงความเร็วในการสแกนที่เพิ่มขึ้นและต้องการหน่วยความจำลดลง ตรวจจับเชิงรุกที่ดีขึ้นของไวรัสที่ไม่รู้จักผ่านการใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปิดกั้นพฤติกรรมและการลดข้อมูลที่สำคัญระหว่างการติดตั้งและการปฏิบัติผ่านการใช้การปรับปรุงของ cloud computing แก้ไข

G Data AntiVirus อีกครั้งชุดรักษาความปลอดภัยสูงสุดมาตรฐานในการป้องกันไวรัสสปายแวร์และฟิชชิ่ง

รักษาความปลอดภัยสูงสุดจากการทดสอบผู้ชนะบันทึก:

  • การตรวจจับไวรัสที่ดีที่สุดคง
  • หลายปีที่ผ่านเวลาตอบสนองที่เร็วที่สุดเพื่อไวรัสตัวใหม่
  • วิธีการตรวจสอบล่าสุดสำหรับไวรัสที่ไม่รู้จัก (ปิดกั้นพฤติกรรม heuristics เมฆรักษาความปลอดภัย)

แนะนำผู้ใช้ที่เรียบง่าย – เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น:

  • คนใหม่พร้อมกับ “หนึ่งคลิก” ส่วนติดต่อผู้ใช้ – ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว
  • โดยอัตโนมัติที่ทำหน้าที่ป้องกันทั้งหมดตรวจไม่พบในพื้นหลัง

 http://anti-virus-software-review.toptenreviews.com/antiviruskit-software.html

 http://www.gdata.in.th/forum/index.php?topic=5.0

TrendMicro Antivirus

TrendMicro มีประสิทธิภาพการใช้งาน ในองค์กรเป็นส่วนใหญ่ โดยมีการรับรองผลจาก NSS Lab ด้วยวิธีการทดสอบรูปแบบใหม่ “Real World” และให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้เทคนิคการทดสอบรูปแบบเดิม ที่ไม่ได้ทดสอบเครื่องคอมพิวเตอร์กับการป้องกันภัยคุกคามล่าสุดที่มาจากอินเทอร์เน็ตโดยได้ให้มาตรวัดที่สำคัญ 2 ประการ  นอกเหนือจากการตรวจจับภัยคุกคามรูปแบบแบบเดิม คือ

1. การวัดการตรวจจับ และการปิดกั้นภัยคุกคามโดยพิจารณาจากที่มาของ (URL) ของภัยคุกคามนั้น
2. การวัดระยะห่างของช่วงเวลาระหว่างที่บริษัทผู้ค้าซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสรับรู้ถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นล่าสุด และเมื่อการป้องกันภัยคุกคามนั้นพร้อมทำงาน หรือที่เรียกว่า “Time-to-protect

ขั้นตอนการติดตั้งและขั้นตอนการอัพเดต

1. ทำการดาวน์โหลดโปรแกรมจาก

2. เลือก Version ของ ระบบปฏิบัติการของเครื่องตัวเอง (Window 32 bit หรือ 64 bit)

3. จากนั้นคลิกที่ ดาวน์โหลด จะปรากฏหน้าต่าง File Download ให้ทาการกด Save ไว้ในเครื่อง

4. หลังจากทำการ ดาวน์โหลดเสร็จไฟล์เสร็จ จะได้เป็น ไฟล์ นามสกุล .rar

5. ให้ทำการ คลิกขวา เลือก Extract Here

6. จะได้ไฟล์ Set up Trend Micro 32 bitหรือ 64 bit .exe ให้ทาการ Double Click เพื่อทำการติดตั้งได้เลย

7. จะปรากฏหน้าต่างขณะกาลังติดตั้งตัวโปรแกรม ให้รอประมาณ 15 นาที

8. หลังจากทำการติดตั้งโปรแกรมเสร็จสิ้นแล้ว จะปรากฏ ไอคอน Trend micro (Office Scan) ดังรูป

9. ให้ทำการอัพเดทตัวโปรแกรมหลังจากติดตั้งทันที โดยการคลิกขวาที่ไอคอน เลือก update now

10. คลิกที่ Update Now รอจนกว่าจะอัพเดทเสร็จ

11. หลังจากโปรแกรม อัพเดทเสร็จแล้วจะปรากฏ หน้าจอดังรูป ให้คลิก Close ไปได้เลย เป็นอันว่าเสร็จขั้นตอนการติดตั้ง Office Scan Trend Micro

หรือติดตั้งโปรแกรม Anti Virus Trend Micro “Officescan”

1. เข้าไปที่ https://202.44.71.138/officescan

2. หลังจากนั้นจะมีหน้าจอดังรูปให้คลิกปุ่ม Yes

3. เมื่อปรากฏหน้าจอดังรูปให้คลิกที่ Click here

4. หลังจากนั้นจะมีหน้าจอดังรูปให้คลิกปุ่ม Install Now

5. เมื่อปรากฏหน้าจอ Security Warning ดังรูปให้ More options

6. เมื่อ Click ที่ More options ปรากฏหน้าจอดังรูป ให้ Click เลือก Always install software from “Trend Micro, Inc.” แล้ว Click ปุ่ม Install

7. เริ่มการติดตั้งโปรแกรม

8. เมื่อทำการติดตั้งโปรแกรมเสร็จจะปรากฏหน้าจอดังรูป

9. เมื่อทำการติดตั้งโปรแกรมแล้วจะปรากฏไอคอนด้านล่างขวาของจอ

10. ให้ Click ขวาที่ ไอคอน จะปรากฏเมนูให้เลือก ให้เลือกที่เมนู Update Now! จะปรากฏหน้าจอดังรูป ให้ Click ปุ่ม Update Now

11. เมื่อทำการ Update เสร็จจะปรากฏหน้าจอดังรูป

12. Clickปุ่ม Ok เสร็จขั้นตอนการติดตั้ง

เอกสารอ้างอิงhttp://review.thaiware.com/31-TrendMicro_Antivirus

วิเคราะห์ตารางสรุปเปรียบเทียบของ Antivirus ของแต่ละผลิตภัณฑ์

จากการวิเคราะห์โปรแกรมAntivirusพบว่า โปรแกรมAntivirusทุกตัว จะมีจุดประสงค์คือ การป้องกัน Virus ที่เข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่โปรแกรมแต่ละยี่ห้อจะมีระดับที่แตกต่างกันออกไป ดูได้จากตารางอันดับการเปรียบเทียบโปรแกรมAntivirus

การโจมตีในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

1.1 มัลแวร์ (Malware) คือความไม่ปกติทางโปรแกรมที่สูญเสียความลับทางข้อมูล (Confidentiality) ข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลง (Integrity) สูญเสียเสถียรภาพของระบบปฏิบัติการ (Availability) ซึ่งมัลแวร์แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท

1.2 การโจมตีแบบ DoS/DDos คือการพยายามโจมตีเพื่อทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางหยุดทำงาน หรือสูญเสียเสถียรภาพ หากเครื่องต้นทาง(ผู้โจมตี) มีเครื่องเดียว เรียกว่าการโจมตีแบบ Denial of Service (DoS) แต่หากผู้โจมตีมีมากและกระทำพร้อมๆ กัน จะเรียกกว่าการโจมตีแบบ Distributed Denial of Service (DDoS) ซึ่งในปัจจุบันการโจมตีส่วนใหญ่มักเป็นการโจมตีแบบ DDoS

1.3 BOTNET หรือ “Robot network” คือเครือข่ายหุ่นรบที่ถือเป็นสะพานเชื่อมภัยคุกคามทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ด้วยมัลแวร์ทั้งหลายที่กล่าวในตอนต้นต้องการนำทางเพื่อต่อยอดความเสียหาย และทำให้ยากแต่การควบคุมมากขึ้น

1.4 ข้อมูลขยะ (Spam) คือภัยคุกคามส่วนใหญ่ที่เกิดจากอีเมล์หรือเรียกว่า อีเมล์ขยะ เป็นขยะ

ออนไลน์ที่ส่งตรงถึงผู้รับโดยที่ผู้รับสารนั้นไม่ต้องการ และสร้างความเดือดร้อน รำคาญให้กับผู้รับได้  ในลักษณะของการโฆษณาสินค้าหรือบริการ การชักชวนเข้าไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งอาจมีภัยคุกคามชนิด phishing แฝงเข้ามาด้วย ด้วยเหตุนี้จึงควรติดตั้งระบบ anti-spam หรือใช้บริการคัดกรองอีเมล์ของเว็บไซต์ที่ให้บริการอีเมล์ หลายคนอาจจะสงสัยว่า spammer รู้อีเมล์เราได้อย่างไร คำตอบคือได้จากเว็บไซต์ ห้องสนทนา ลิสต์รายชื่อลูกค้า รวมทั้งไวรัสชนิดต่างๆ ที่เป็นแหล่งรวบรวมอีเมล์และถูกส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ ซึ่งหากจำเป็นต้องเผยแพร่อีเมล์ทางอินเทอร์เน็ตโดยป้องกันการถูกค้นเจอจาก Botnet สามารถทำได้โดยเปลี่ยนวิธีการสะกดโดยเปลี่ยนจาก “@” เป็น “at” แทน

1.5 Phishing เป็นคำพ้องเสียงกับ “fishing” หรือการตกปลาเพื่อให้เหยื่อมาติดเบ็ด คือ กลลวงชนิดหนึ่งในโลกไซเบอร์ด้วยการส่งข้อมูลผ่านอีเมล์หรือเมสเซนเจอร์ หลอกให้เหยื่อหลงเชื่อว่าเป็นสถาบันการเงินหรือองค์กรน่าเชื่อถือ แล้วทำลิงค์ล่อให้เหยื่อคลิก เพื่อหวังจะได้ข้อมูลสำคัญ เช่น username/password, เลขที่บัญชีธนาคาร, เลขที่บัตรเครดิต เป็นต้น แต่ลิงค์ดังกล่าวถูกนำไปสู่หน้าเว็บเลียนแบบ หากเหยื่อเผลอกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป มิจฉาชีพสามารถนำข้อมูลไปหาประโยชน์ในทางมิชอบได้

Posted in assignment 4 | Leave a comment

ประวัติผู้จัดทำ


นายสุรสิทธิ์ ช่วยมณี

จบมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนหารเทา อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง

ปัจจุบันทำงานที่การรถไฟฯ ตำแหน่งพนักงานรถจักร 5

กำลังศึกษาที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า     คุณทหารลาดกระบัง

Posted in ประวัตฺิ คุณสุรสิทธิ์, Uncategorized | Leave a comment

ความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ต

  ความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ต

ปัจจุบันการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์อย่างมาก จึงทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างแพร่หลาย บุคคลที่ใช้อินเทอร์เน็ตจึงมีหลายจุดประสงค์ ทั้งใช้งานในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และการใช้งานที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลอื่น ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ทำการแปลและเรียบเรียงวิธีการใช้งาน อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น สำหรับผู้ที่เริ่มใช้งาน เพื่อจะได้ปลอดภัย จากภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ต

1. เมื่อเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ควรปรึกษาผู้ใหญ่เกี่ยวกับแนวทางในการใช้ในการใช้อินเทอร์เน็ตต่อวัน และเมื่อผู้ใช้มีความรู้ และคุ้นเคยในการใช้งานจริงบ้างแล้ว จึงค่อยปรับเปลี่ยนแนวทางในใช้เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมต่อไป และควรเขียนแนวทางในการใช้อินเทอร์เน็ตติดไว้ใกล้กับคอมพิวเตอร์ เพื่อความสะดวกในการจัดระบบการใช้อินเทอร์เน็ต
2. อย่าให้รหัสลับแก่ผู้อื่น
3. ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ ทุกครั้งที่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
4. ตรวจทานว่าได้พิมพ์ชื่อเว็บไซด์ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงกด Enter เพื่อจะได้เข้าเว็บไซด์ที่ต้องการได้ถูกต้อง
5. ปรึกษาผู้ใหญ่ ก่อนเข้าใช้ห้องสนทนาบนอิน เทอร์เน็ต เพราะว่าห้องสนทนาแต่ละห้องมีการสนทนาที่แตกต่างกัน บางห้องอาจไม่เหมาะสม
6. ถ้าพบเห็นข้อความ หรือสิ่งใด ที่ไม่เหมาะสม หรือ คิดว่าไม่ดีต่อการใช้อินเทอร์เน็ต ควรออกจากเว็บไซด์นั้น และแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบทันที
7. อย่าส่งรูปภาพของตนเอง หรือรูปภาพของผู้อื่น ให้คนอื่นทางอีเมลล์ ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่เสียก่อน
8. ถ้าได้รับอีเมลล์ที่มีข้อความไม่เหมาะสมหรือทำให้ไม่สบายใจ ไม่ควรโต้ตอบ และควรบอกให้ผู้ใหญ่ทราบก่อนทันที
9. บนอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างที่คุณเห็นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป
10. อย่าบอกอายุจริงของคุณกับคนอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน
11. อย่าบอกชื่อจริง และนามสกุลจริงกับบุคคลอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษา และขออนุญาตผู้ใหญ่ก่อน
12. อย่าบอกที่อยู่ ของคุณกับบุคคลอื่น
13. ปรึกษาผู้ใหญ่ก่อนทุกครั้งที่จะทำการลงทะเบียนใด ๆ บนอินเทอร์เน็ต
14. อย่าให้หมายเลขของบัตรเครดิตการ์ดของคุณกับบุคคลอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน
15. ขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ต ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา คุณสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการได้
16. อย่าเปิดเอกสารหรืออีเมลล์หรือไฟล์ จากบุคคลอื่นที่ไม่รู้จัก เพราะอาจมีไวรัส หรือข้อมูลไม่เหมาะสม มากับเอกสารหรืออีเมลล์นั้น
17. ควรวางเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ในสถานที่ที่สะดวกในการดูแลเอาใจใส่ เช่น ห้องนั่งเล่น หรือ ห้องส่วนรวม
18. อย่าตัดสินใจที่จะไปพบบุคคลอื่นซึ่งรู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ และถ้ามีการนัดพบกันไม่ควรไปเพียงลำพัง ควรมีผู้ใหญ่หรือคนที่รู้จักหรือเพื่อนไปด้วย และควรนัดพบกันในที่สาธารณะ
19. บนอินเทอร์เน็ตข้อมูลต่าง ๆ ที่เราพิมพ์ลงไป บุคคลอื่นที่เราไม่รู้จักสามารถล่วงรู้ได้ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง
20. อย่าบอกเบอร์โทรศัพท์ของคุณกับบุคคลอื่น ในอินเทอร์เน็ต
21. พูดคุยกับผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับสถานที่ กิจกรรม และสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็น บนอินเทอร์เน็ตที่ได้พบเห็น ระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต
22. ใช้ชื่อที่ต่างจากชื่อจริง และชื่อเล่นของตัวเองเพื่อใช้แทนตัวเอง ในขณะใช้อินเทอร์เน็ต
23. ควรปรึกษาผู้ใหญ่ ถ้าต้องการที่จะให้อีเมลล์แอดเดรสกับบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
24. ถ้ามีบุคคลอื่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ไม่ควรให้ข้อมูล และควรหยุดการสนทนานั้น
25. อย่าบอกชื่อ ที่อยู่ของโรงเรียนของคุณ กับบุคคลอื่นบนอินเทอร์เน็ต
26. ขณะใช้อินเทอร์เน็ตไม่ควรเชื่อคำพูดหรือข้อมูลของบุคคลอื่น เพราะการปลอมตัวทำได้ง่าย และอาจไม่เป็นความจริง
27. อย่าทำสิ่งผิดกฎหมายบนอินเตอร์เน็ต เช่น ถ้าไม่เคยใช้บัตรเครดิต ก็ไม่ควรกรอกข้อมูลในการซื้อของ โดยใช้บัตรเครดิต บนอินเทอร์เน็ต
28. เมื่อมีใครบางคนให้เงินหรือของขวัญ ฟรี ๆ กับคุณ ควรบอกปฏิเสธ และบอกให้ผู้ใหญ่ทราบทันที
29. อย่าใช้คำไม่สุภาพ ขณะใช้อินเทอร์เน็ต
30. คุณสามารถออกจากอินเทอร์ได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ต

เอกสารอ้างอิง               http://portal.in.th/inter-korn/pages/2408/

 Social media คือ  

      Social Mediaหมายถึง สื่อสังคมออนไลน์ที่มีการตอบสนองทางสังคมได้หลายทิศทาง โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต พูดง่ายๆ ก็คือเว็บไซต์ที่บุคคลบนโลกนี้สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้นั่นเอง

พื้นฐานการเกิด Social Media ก็มาจากความต้องการของมนุษย์หรือคนเราที่ต้องการติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน จากเดิมเรามีเว็บในยุค 1.0 ซึ่งก็คือเว็บที่แสดงเนื้อหาอย่างเดียว บุคคลแต่ละคนไม่สามารถติดต่อหรือโต้ตอบกันได้ แต่เมื่อเทคโนโลยีเว็บพัฒนาเข้าสู่ยุค 2.0 ก็มีการพัฒนาเว็บไซต์ที่เรียกว่า web application ซึ่งก็คือเว็บไซต์มีแอพลิเคชันหรือโปรแกรมต่างๆ ที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้งานมากขึ้น ผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถโต้ตอบกันได้ผ่านหน้าเว็บ

เอกสารอ้างอิง                 http://krunum.wordpress.com/2010/06/02/social- network/

Traditional media คือ 

สารพัดสื่อ หรือคำเรียกสื่อ ที่รวบรวมมาไว้ในที่นี้ มาจากสภาพการณ์ในสังคมไทยเท่านั้น เพื่อความเข้าใจและการเรียนรู้เกี่ยวกับ “สื่อ” หรือ “มีเดีย” (Media) ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ว่ามีความหลากหลายมากมายเพียงใด

– สื่อมีหลายบทบาท ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางใด เป็นไปได้ทั้งทางเสื่อมและทางเจริญ

– คำเรียกสื่อบางคำ สะท้อนถึงที่มาของการเกิดขึ้น คำเรียกสื่อบางคำสะท้อนถึงความเป็นคุณลักษณะของสื่อ ในขณะที่คำเรียกสื่อบางคำ สะท้อนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ของสื่อ

– คำเรียกสื่อหลายคำเป็นสากลที่ทั่วโลกก็รู้จัก แต่คำเรียกสื่อบางคำมีเรียกใช้เฉพาะในบริบทสังคมไทยเท่านั้น เช่นจากสถาณการณ์การเมือง และสังคม

– คำเรียกสื่อหลายคำมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology)

– แสดงสะท้อนให้เห็นว่า “ความเป็นเจ้าของสื่อ” (Media Ownership) ในสังคมไทย ยังไม่มีความสมดุล

– ความหมายของสื่อ แยกกันไม่ออกจากเหตุการณ์ สถานการณ์บ้านเมือง ทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอยู่ด้วยกัน

1. สื่อมวลชน (Mass Media) หมายถึง สื่อที่มีความเป็นวิชาชีพ  เข้าถึงกว้างขวาง  ใช้เทคโนโลยี มีบทบาทความรับผิดชอบต่อสังคม  มีจริยธรรมวิชาชีพ โดยที่ผู้ส่งสาร เป็นมืออาชีพ (Professional) ต้องตระหนักในจรรยาบรรณวิชาชีพ (Ethic) เนื้อหาสารเป็น “สาธารณะ” (Public) ส่งผลกระทบถึง ผู้รับสารจำนวนมาก หลากหลายคุณลักษณะ เลือกรับสารได้เอง

2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยไฟฟ้าเป็นตัวนำ ได้แก่ วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์, ภาพยนตร์, เคเบิลทีวี, ทีวีดาวเทียม ตำราบางเล่มเรียกสื่อชนิดว่า “สื่อร้อน” (Hot Media)

3. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Media) หมายถึง สื่อที่ผ่านกระบวนการพิมพ์ลงบนกระดาษ ได้แก่ หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, หนังสือเล่ม, และวารสาร เป็นสื่อมวลชนที่มีความเก่าแก่ที่สุด ตำราบางเล่มเรียกสื่อชนิดว่า “สื่อเย็น” (Cool Media)

4. สื่อดั้งเดิม (Traditional Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่มีมาดั้งเดิม ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์, สื่อวิทยุกระจายเสียง, สื่อโทรทัศน์ และ สื่อภาพยนตร์ เป็นต้น

5. สื่อเก่า หมายถึง สื่อที่มีมาแต่เดิม ในลักษณะเดียวกันกับสื่อดั้งเดิม

6. สื่อใหม่ (New Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่เกิดขึ้นใหม่ เกิดจากการหลอมรวมเทคโนโลยีการสื่อสาร ภายใต้พัฒนาการของภาษาระบบตัวเลข (Digital Language) กล่าวคือ เทคโนโลยีการสื่อสาร3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. เทคโนโลยีด้านการพิมพ์ (Printing Technology), 2. เทคโนโลยีแพร่ภาพและกระจายเสียง (Broadcast Technology) และ 3. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม และคอมพิวเตอร์ (Information and Communication Technology) เช่น หนังสือพิมพ์ออนไลน์, โปรแกรม CHAT : MSN, ICQ, Perch, Skype, รวมถึง เครือข่ายสังคม (Social Media Network) (เช่น Hi5, Face book, Multiply, ทวิตเตอร์ (ไม่เกิน 140 ตัวอักษร), แคมฟรอก (camfrog) เวบบอร์ด (Web Board), เว็บไซต์ (Website), นักข่าวมือถือ “โมโจ” (Mobile Journalist), MMS, SMS (ไม่เกิน 70 ตัวอักษร), E – Magazine, E – Book, Blog, นักข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ปัจจัยเร่งให้เกิดสื่อใหม่ ได้แก่ ความแพร่หลายของอินเตอร์เน็ต, การบรรจบหลอมรวมเทคโนโลยีสื่อ (Convergence), การค้าเสรีขององค์การการค้าโลก (WTO : World Trade Organization)

7. สื่อกระแสหลัก (Mainstream Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่พิจารณาจากความเป็นเจ้าของสื่อนั้นๆ (Ownership) อันมีเป้าหมายทางธุรกิจ เน้นผลกำไร เป็นองค์กรเชิงพาณิชย์ วัดความสำเร็จจากเรทติ้ง

8. สื่อทางเลือก (Alternative Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่เจ้าของสื่อมักเป็นภาคประชาสังคม (Civil Society), เป้าหมายเพื่อสังคม ไม่เน้นหาผลกำไร บางชนิดเป็นองค์กรสื่อสาธารณะ

9. สื่อแท้ หมายถึง สื่อมวลชนที่ทำบทบาทหน้าที่สื่อครบถ้วน กล่าวคือเป็นทั้งกระจก และตะเกียงให้กับสังคม, มีการยึดมั่นในอุดมการณ์และจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อ ไม่จำเป็นว่าเป็นสื่อกระแสหลัก หรือสื่อทางเลือก ก็เป็นสื่อแท้ได้ ส่วนใหญ่จะเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อแท้

10. สื่อเทียม หมายถึง สื่อมวลชนที่ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อครบ เป้าหมายเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง เช่น รณรงค์ทางการเมือง (Political Media) สื่อกระแสหลักหรือสื่อทางเลือกก็เป็นสื่อเทียมได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสื่อใดยอมรับว่าตัวเองเป็นสื่อเทียม มักถูกวิจารณ์ประเด็นความไม่เป็นกลาง

11. สื่อผสม (Multimedia) หมายถึง สื่อมวลชนที่ผสมผสานการนำเสนอทั้งภาพนิ่ง เสียง และภาพเคลื่อนไหว เกิดจากวิวัฒนาการเทคโนโลยีสื่อในการบรรจบกันของเทคโนโลยีสื่อ (Convergence) ที่สื่อเดินเข้ามาพบกัน จนจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ซับซ้อนคล้ายกับทฤษฎี “ไร้ระเบียบ” (Chaos Theory)

12. สื่อเฉพาะกิจ (Specialization Media) หมายถึง สื่อที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์การใดเป็นเฉพาะ เช่น เพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ เพื่อการเผยแพร่โดยองค์กรภาคธุรกิจ องค์กรภาคประชาชน หรือหน่วยงานของรัฐ

13. สื่อเชิงพาณิชย์ (Commercial Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่ทำกำไร มีรายได้หลักจากโฆษณา วัดความสำเร็จจากเรทติ้ง มีทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชน

14. สื่อภาครัฐ (State Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่ดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อให้บริการข่าวสารต่อสังคม มักถูกวิจารณ์ประเด็นกระบอกเสียงของรัฐบาล

15. สื่อสาธารณะ (Public Media) หมายถึง สื่อมวลชนเพื่อประโยชน์สาธารณะของสังคม ไม่รับโฆษณาธุรกิจ เงินดำเนินการมาจากการสนับสนุนหรือบริจาค เป้าหมายเพื่อการพัฒนาสังคม

16. สื่อชุมชน (Community Media) หมายถึง สื่อที่มีหลักการดำเนินการ โดยมีชุมชนเป็นเจ้าของ ดำเนินการโดยชุมชน เพื่อชุมชน

17. สื่อพื้นบ้าน (Folk Media) หมายถึง สื่อที่ชาวบ้านในหมู่บ้านใช้ภายในหมู่บ้าน อาจเป็นสื่อประเพณี สื่อกิจกรรม สื่อบุคคล ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน

18. สื่อท้องถิ่น (Local Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่มีอยู่และเป็นไปเพื่อคนในท้องถิ่น อาจเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ หรือระดับจังหวัดเดียว หรือหลายๆ จังหวัด มีทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ และเคเบิลทีวี

19. สื่อพลเมือง (Citizen Media) หมายถึง สื่อที่ผู้ดำเนินการเป็นลักษณะอาสาสมัคร ไม่เน้นอย่างมืออาชีพ มุ่งเป้าหมายเพื่อการมีส่วนร่วมในการสื่อสารของภาคประชาชน

20. สื่อเลือกข้าง (Take side Media) หมายถึง สื่อเลือกข้างทางการเมืองชัดเจน มีมานานในบริบทการเมืองต่างประเทศ เช่น อเมริกา แต่ไม่เคยมาปรากฏชัดเจนในวงการสื่อไทย ในปี 2547 เกิดวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมอย่างรุนแรง สื่อมวลชนไทยได้เริ่มเลือกข้าง สื่อถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “สื่อไม่เป็นกลาง” (มีอคติ) ข้อสังเกต สื่อเลือกประกาศอุดมการณ์การเมืองชัดเจน ย่อมดีกว่าสื่อถูกบงการ (นอมินี)

21. สื่อออนไลน์ (Online Media) หมายถึง สื่อที่เป็นสื่อทางเลือก สื่อเสริมหรือสื่อใหม่ เข้าถึงได้ตลอดเวลา โต้ตอบกับผู้รับสารได้ในทันที จัดเก็บสารสนเทศไว้ได้โดยง่าย เช่น เครือข่ายอินทราเน็ต (Intranet)  เอ็กทราเน็ต (Extranet) บริการส่งข้อความสั้น (SMS) บริการส่งข้อความสื่อผสม (MMS) เน้นความสดใหม่ของข่าว, เน้นข่าวเชิงลึก (ข่าวเชิงสืบสวน), เน้นส่วนร่วมผู้อ่านผ่านกระดานข่าว (web board), เน้นส่วนร่วมโดยสร้างพื้นที่ส่วนตัวหรือ Blog, เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการรายงานข่าวเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์

22. สื่อดิจิตอล (Digital Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยระบบคอมพิวเตอร์เป็นช่องทางการสื่อสาร คำว่า “ดิจิทัล” เป็นคำศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถาน แต่เกิดขึ้นภายหลังจากคำว่า “ดิจิตอล” ที่ใช้ในสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายอยู่ก่อน โดยบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทำสื่อโฆษณาเผยแพร่ในสื่อ จนคนไทยคุ้ยเคยมากกว่าคำว่า “ดิจิทัล”

23. สื่ออินเตอร์เน็ต (Internet Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางการสื่อสาร โดยเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายใยแมงมุม, เชื่อมโยงกันได้โดยใช้การสื่อสารแบบใช้สายและไร้สาย, เป็นทั้งสื่อบุคคล (Inter-personal Communication) และสื่อสารมวลชน (Mass Communication), ไร้พรมแดน, สื่อสารแบบสองทาง (Interactive) และสื่อผสม  (Multimedia)

24. สื่อเสมือนจริง (Virtual Media) หมายถึง สื่อที่สัมผัสไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของความคิด, จินตนาการ, แนวคิด สร้างขึ้นโดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ให้รู้สึกว่าเป็นจริง

25. สื่อเครือข่าย (Network Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ในลักษณะการเชื่อมต่อข้อมูลเป็นเครือข่ายเดียวกัน

26. สื่อชุมชนไซเบอร์ (Cyber Media) หมายถึง สื่อที่อยู่บนระบบฐานข้อมูลของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นโลกของชุมชนไซเบอร์ (Cyber Community) ทำให้คนรู้จักกันได้โดยไม่จำเป็นต้องพบกัน

27. สื่อการเมือง (Political Media) หมายถึง สื่อที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทั้งโดยนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม

28. สื่อเหลือง หมายถึง สื่อมวลชนที่ดำเนินการโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในปัจจบันมีกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งสนับสนุนเงินเพื่อดำเนินการ

29. สื่อแดง หมายถึง สื่อมวลชนที่ดำเนินการโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป้าหมายทางการเมือง

30. สื่อนอก (Board Media) หมายถึง สื่อมวลชนต่างประเทศ ที่มีผู้สื่อข่าวในเมืองไทย หรือไม่ก็ตาม

31. สื่อเด็กและเยาวชน (Child Media) หมายถึง สื่อมวลชนสร้างสรรค์ เป้าหมายพัฒนาเด็กและเยาวชน ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน มีเครือข่ายครอบครัวและเฝ้าระวังสร้างสรรค์สื่อ ร่วมสะท้อนปัญหาสื่อมวลชนที่มีผลต่อเด็กและเยาวชน

32. สื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media) หมายถึง สื่อที่นำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนการสอนในแวดวงการศึกษา

33. สื่อประชาสัมพันธ์ (Media for Public Relations) หมายถึง สื่อการประชาสัมพันธ์งาน โครงการ และกิจกรรม ส่วนใหญ่ขอความร่วมมือ รวมถึงซื้อพื้นที่และเวลาในสื่อ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลประชาสัมพันธ์ในลักษณะ “Advertorial”

34. สื่อโฆษณา (Advertisement Media) หมายถึง สื่อที่นำมาใช้เพื่อการโฆษณา โดยต้องเสียเงินเพื่อซื้อพื้นที่และเวลาของสื่อ

35. สื่อรณรงค์ (Media for Campaign) หมายถึง สื่อเพื่อการรณรงค์ โดยอาจใช้หลายๆ สื่อมาผสมผสานการทำหน้าที่ มุ่งที่การรณรงค์

36. สื่อบุคคล (Personal Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยบุคคลเป็นช่องทางนำพาสารไปสู่กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร มีประสิทธิภาพในการโน้มน้าวใจ

37. สื่อกิจกรรม หมายถึง สื่อที่อาศัยการจัดกิจกรรม (Activity) เพื่อเป้าหมายในการเรียนรู้ สามารถสื่อความรู้สึกนึกคิด ความรู้ อารมณ์ และเรื่องราวข่าวสารไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้ เช่น การจัดประชุม สัมมนา ฝึกอบรม การแถลงข่าว การสาธิต การจัดริ้วขบวน การจัดนิทรรศการ การจัดแข่งขันกีฬา การจัดแสดง การจัดกิจกรรมทางการศึกษา การจัดกิจกรรมเสริมอาชีพ การจัดกิจกรรมการกุศล เป็นต้น

38. สื่อละคร (Play Media) หมายถึง สื่อที่ใช้ละครเป็นตัวนำสารเพื่อการเรียนรู้ เป็นงานศิลปะเพื่อการสื่อสาร

39. สื่อค่าย (Camping Media) หมายถึง สื่อที่ใช้กิจกรรมการเข้าค่าย เพื่อการจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วม

40. สื่อใต้ดิน (Indy Media) หมายถึง สื่อที่ดำเนินการโดยอิสระของกลุ่มเฉพาะ มีแนวทางเป็นของตัวเอง ไม่ซ้ำกับสื่อกระแสหลัก บางประเภทจัดเป็นสื่อทางเลือก

เอกสารอ้างอิง      http://www.tja.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1122:2009-12-25-04-27-23&catid=17:media-store

weblog มีประโยชน์และการใช้งาน  คือ

Blog (Weblog) คืออะไร
          Blog (ภาษาไทย: บล็อก) เป็นคำรวมมาจากคำว่า weblog (ภาษาไทย: เว็บล็อก) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภท หนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอใน หลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที คำว่า “บล็อก” ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก และนอกจากนี้ผู้ที่เขียนบล็อกเป็นอาชีพก็จะถูกเรียกว่า “บล็อกเกอร์”บล็อกเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อก โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน นอกจากนี้บล็อกที่ถูกเขียนเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือจะเรียกว่าไดอารีออนไลน์ ซึ่งไดอารีออนไลน์นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้บล็อกในปัจจุบัน นอกจากนี้ตามบริษัทเอกชนหลายแห่งได้มีการจัดทำบล็อกของทางบริษัทขึ้น เพื่อเสนอแนวความเห็นใหม่ใหักับลูกค้า โดยมีการเขียนบล็อกออกมาในลักษณะเดียวกับข่าวสั้น และได้รับการตอบรับจากทางลูกค้าที่แสดงความเห็นตอบกลับเข้าไป เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เว็บค้นหาบล็อกเทคโนราที ได้อ้างไว้ว่าปัจจุบันในอินเทอร์เน็ต มีบล็อกมากกว่า 112 ล้านบล็อกทั่ว

            เอกสารอ้างอิง      www.com5dow.com

Google Apps คืออะไร

Google Apps คือ บริการอีเมล์์์ที่ไม่ได้ให้สำหรับบุคคลทั่วไป แต่มีไว้ให้สำหรับ เจ้าของเว็บไซต์ หรือ คนทำเว็บไซต์ที่มี Domain ( โดเมน คือ ชื่อเว็บไซต์ http://www.yourdomain.com เช่น www.gict.co.th ) เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริการจาก Google ที่มุ่งเน้นให้บริการทางด้าน Hosting และ E-mail โดยจะนำเอาเทคโนโลยี Gmail เข้ามา integrate เข้าไปกับเว็บไซต์ของคุณ

Google Apps เหมาะกับคุณหรือไม่

หลักการพิจารณาว่าคุึณควรนำ Google Apps เข้ามาใช้ในองค์กรหรือไม่ คุณจะต้องเข้าใจก่อนว่า Google Apps มีอะไรบ้าง จะเห็นได้ว่า Google Apps จริง ๆ แล้วประกอบไปด้วยบริการ หลายอย่างจาก Google ดังนั้นอย่างแรกที่คุณควรทำคือ พิจารณาว่าบริการไหนเหมาะกับคุณ อย่าลืมว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้บริการทั้งหมดของ Google Apps คุณสามารถเลือกใช้เฉพาะอันที่ต้องการได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ GICT มีลูกค้าหลากหลายมาก ตั้งแต่องค์กรราชการ และเอกชนขนาดใหญ่ ไปจนถึงลูกค้า SME และบุคคลทั่วไป ดังนั้นความต้องการของแต่ละกลุ่มจึงไม่เหมือนกันแน่ องค์กรระดับกลางขึ้นมา มีจำนวนพนักงานเยอะ ดังนั้นย่อมมีการใช้บริการอีเมล์์์จำนวนมาก และบางครั้งการส่งอีเมล์์์เ์ป็นส่วนสำคัญอย่างมากของธุรกิจ องค์กรเหล่านี้จึงให้ความสำคัญกับความเสถียร และเชื่อถือได้ของอีเมล์์์เป็นอย่างมาก

หากยังไม่แน่ใจคุณลองตอบคำถามเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

  1. องค์กรคุณใช้อีเมล์์เป็นประจำในการทำงานหรือไม่
  2. องค์กรคุณได้รับ Spam E-mail และอีเมล์์ที่ติดไวรัส เป็นประจำหรือไม่
  3. อีเมล์์ขององค์กรคุณส่งได้มั่ง ไม่ได้มั่ง มีปัญหาเป็นประจำหรือไม่
  4. เว็บไซต์ขององค์กรคุณ ไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาก เพียงแค่ต้องการแสดง company profile
  5. องค์กรคุณต้องการโปรแกรมจัดการเอกสารที่มาใช้แทน Microsoft Office หรือไม่

เมื่อคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ คุณก็จะเห็นไอเดียว่าบริการไหนจาก Google Apps น่าจะเหมาะกับบริษัทคุณ

หากคุณต้องการทดลองใช้ Google Apps

เริ่มต้นต้องพิจารณาหัวข้อเหล่านี้ก่อนนะครับ

    1. ตอนนี้คุณมี Domain แล้วรึยัง ถ้ายังไม่มี กรุณาติดต่อ ThaiDomainSave.com หาชื่อโดเมน ที่ต้องการ
      การเริ่มต้น

จดโดเมน

       ใหม่เป็นวิธีที่ง่าย และเร็วที่สุดในการใช้

Google Apps

       เพียงทำตามขั้นด้านล่างนี้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จะเรียบร้อย
      • ค้นหาชื่อโดเมน ที่ต้องการที่ ThaiDomainSave.com
      • แจ้งเจ้าหน้าที่ ThaiDomainSave.com ว่าต้องการใช้บริการGoogle Apps
      • จากนั้นเป็นอันเรียบร้อย อดใจรอเพียงไม่กี่ชั่วโมงขณะรอให้ DNS อัพเดท
    1. ถ้ามี Domain แล้ว แต่ยังไม่มีเว็บไซต์ และต้องการใช้ Gmail จากGoogle Apps
      ไม่ว่าคุณจะ

จดโดเมน

       กับผู้ให้บริการรายใด ก็สามารถให้

GICT

       เป็นผู้จัดการติดตั้งบริการ

Google Apps

       ได้ง่าย ๆ ดังนี้ครับ
      • ย้ายโดเมน มาอยู่กับ ThaiDomainSave.com วิธีนี้ GICT แนะนำว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดครับ
      • อีกวิธี ก็ง่ายดายไม่แพ้กันครับ เพียงแจ้งผู้จดทะเบียนโดเมน ว่าให้ช่วยชี้ DNS มาที่ ns.thaihostsave.com และ ns2.thaihostsave.com
    1. หากคุณมี Domain และมีเว็บไซต์อยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องการเพียงใช้ Gmail แทนระบบอีเมล์เก่าของคุณ
      วิธีการนี้ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ เนื่องจากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ล้ำนำหน้าผู้ให้บริการอีเมล์์รายใด ๆ ขั้นตอนในการติดตั้งมี 2 วิธี ดังนี้
    • ย้ายโดเมน มาอยู่กับ ThaiDomainSave.com วิธีนี้ GICT แนะนำว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดครับ
    • อีกวิธี ก็ง่ายดายไม่แพ้กันครับ เพียงแจ้งผู้จดทะเบียนโดเมน ว่าให้ช่วยชี้ DNS มาที่ ns.thaihostsave.com และ ns2.thaihostsave.com

เปิดใช้บริการ Google Apps

สิ่งที่คุณต้องเตรียมก่อนโทรหา GICT

  • ชื่อ Domain
  • E-mail Address ที่ต้องการใช้ในการติดต่อ
  • ข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ – ชื่อ สกุล ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ

หรือโทร. 02-235-5877-79

เอกสารอ้างอิง          http://google-apps.gict.co.th/google-apps.html

  cloud computing คือ

ความสำคัญของคลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing)ทุกวันนี้ เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing) ดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นและมักมีการพูดถึงกันบ่อยครั้งขึ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวโน้มการนำคลาวด์ คอม พิวติ้งไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ในปัจจุบัน เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือจากองค์กรต่าง ๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศคำ นิยามสั้น ๆ ของคลาวด์คอมพิวติ้งก็คือ แนวคิดการใช้งานทางด้านไอทีที่ใช้วิธีดึงพลังและสมรรถนะจากคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัวจากต่างสถานที่ให้มาทำงานสอดประสานกันเพื่อช่วยขับเคลื่อนการบริการทาง ด้านไอที ประโยชน์ของคลาวด์ คอมพิวติ้งมีอยู่หลายประการ เช่น ช่วยให้การนำไอทีไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจทำได้ง่ายและประหยัดขึ้นกว่าใน อดีต โดยองค์กรสามารถใช้บริการทางด้านไอทีได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายกับโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตน อีกทั้งผู้ใช้งานก็สามารถเลือกใช้บริการเฉพาะอย่างและเลือกเสียค่าใช้จ่าย ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะด้านหรือสอดคล้องกับงบประมาณของตนได้ ยิ่งไปกว่านั้น คลาวด์ คอมพิวติ้งก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยองค์กรประหยัดพลังงาน หรือเพิ่มความอุ่นใจในด้านความปลอดภัยของระบบไอที เป็นต้นใน อนาคตอันใกล้ คลาวด์คอมพิวติ้งจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและจะเข้ามามีบทบาทในการปรับเปลี่ยน รูปแบบการใช้งานทางด้านไอทีขนานใหญ่ นอกจากนั้นแล้ว แนวโน้มการใช้งานคลาวด์ คอมพิวติ้งก็จะเป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น ด้วยแรงผลักดันจากแนวโน้มสำคัญ 5 ประการดังต่อไปนี้1. แนวโน้มของเว็บที่กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการติดต่อสื่อสารของคนทั่วโลก
ปัจจุบันเว็บเครือข่ายทางสังคม (โซเชียลเน็ตเวิร์ก) มีการเปลี่ยนแปลงทุกวันโดยผู้ใช้หลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก ตัวอย่างเช่น เฟซบุ๊ค (Facebook) วิกิพีเดีย (Wikipedia) หรือทวิตเตอร์ (Twitter) เป็น ต้น ด้วยความนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายของเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้เอง ทำให้ปัจจุบันเริ่มมีการนำเว็บแอพพลิเคชั่นรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรในองค์กรโดย การเลือกใช้โซเชียล เน็ตเวิร์กผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งในองค์กร เพื่อระดมความคิดของพนักงานผ่านระบบออนไลน์ในแบบเรียลไทม์ รูปแบบการใช้งานคลาวด์ คอมพิวติ้งดังกล่าวนี้สามารถรวบรวมข้อมูลจากพนักงาน18,000 คน โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปบริหารจัดการและวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้งานเพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจต่อไป
นอกจากนั้น การสื่อสารอินเทอร์แอคทีฟในแบบเรียลไทม์ หรือที่เรียกว่าเว็บ 2.0 ก็ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันแนวโน้มการใช้งานทางด้านคลาวด์ คอมพิวติ้งให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าว นอกจากจะตอบสนองการทำงานของเว็บไซท์ที่เนื้อหามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแล้ว การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลยังทำได้อย่างรวดเร็ว โดยดึงประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีอยู่มาใช้งานได้อีกด้วย

2. แนวโน้มความต้องการประหยัดพลังงาน
ด้วย ปัญหาโลกร้อน และค่าใช้จ่ายของพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรหลายแห่งในปัจจุบันต่างหันมาให้ความสำคัญกับการลดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่ใช้ในระบบไอที ทั้งนี้เพื่อช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายและลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ ประโยชน์ของคลาวด์คอมพิวติ้งในด้านนี้ก็คือ การช่วยองค์กรลดการใช้พลังงาน หรือแม้กระทั่งการนำพลังประมวลผลส่วนเกินที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานใน ระบบคอมพิวเตอร์ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อีก จากผลการวิจัยล่าสุดพบว่า เครื่องแม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ที่ทำงานตลอดเวลานั้น ส่วนใหญ่มีการใช้ทรัพยากรในระบบเพียงแค่ 10-20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ด้วยแนวคิดของคลาวด์ คอมพิวติ้งนี้เอง จะช่วยควบรวมทรัพยากรในระบบให้ทำงานและเกิดความคุ้มค่ารวมทั้งประโยชน์สูง สุดจากการใช้ทรัพยากรในระบบ นอกจากนั้นแล้ว วิธีการดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเพิ่มหรือลดขนาดการใช้งานของ ระบบได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือเป็นการช่วยองค์กรประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง

3.ความต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร
ด้วย การแข่งขันอย่างรุนแรงทางธุรกิจในปัจจุบัน องค์กรชั้นนำหลายแห่งต่างให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างของ องค์กรในอีกทางหนึ่ง แนวโน้มการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวนี้เอง ถือเป็นการกระตุ้นการนำคลาวด์ คอมพิวติ้งไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ ทั้งนี้ เพราะการสร้างสรรค์นวัตกรรมสามารถทำได้ด้วยการดึงคุณประโยชน์ของคลาวด์ คอมพิวติ้งซึ่งให้พลังการประมวลผลที่เหนือกว่า แต่ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง

4. ความต้องการใช้งานไอทีที่ง่ายและไม่ซับซ้อน
ปัจจุบัน แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความสลับซับซ้อนเพียงใดก็ตาม สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว หลายคนก็ยังต้องการการใช้งานที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ให้บริการทางด้านไอทีหลายรายในปัจจุบันจึงหันมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง เพื่อนำเสนอบริการทางด้านซอฟต์แวร์แบบ ‘จ่ายเท่าที่ใช้’ (Software as a Service) เพื่อเป็นทางเลือกแก่ลูกค้าโดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางหรือขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ มักมีเจ้าหน้าที่ทางด้านไอที่ทำงานอยู่อย่างจำกัด แทนรูปแบบการซื้อซอฟต์แวร์มาใช้โดยตรงแบบในอดีต การใช้งานในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะทำให้การนำไอทีไปใช้งานทำได้ง่ายยิ่งขึ้นแล้ว องค์กรนั้น ๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ โดยไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและการอัพเกรด เวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เช่นในอดีต

5. การจัดระเบียบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
ทุก วันนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าข้อมูลต่าง ๆ มากมายในเว็บช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปัจจุบัน เราจะมีเสิร์ชเอ็นจิ้นที่ช่วยเราหาข้อมูลที่ต้องการอยู่มากมาย แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยปริมาณข้อมูลในเว็บที่เพิ่มมากมายมหาศาลในแต่ละ วัน โดยเฉพาะข้อมูล และไฟล์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายล้านคนส่งขึ้นไปในเว็บในแต่ละวันนั้น หากไม่มีการจัดระเบียบอย่างเป็นระบบที่ดี การนำคุณประโยชน์ของเว็บมาพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุน ประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเต็มรูปแบบก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

คุณ ประโยชน์อันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของคลาวด์ คอมพิวติ้งก็คือ ความสามารถในการจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ให้เป็นระบบดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลมากมายหลากหลายประเภทให้ เป็นระบบ ซึ่งช่วยให้การค้นหาและเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ทำได้เร็วและถูกต้องแม่นยำ กว่าเดิม

ด้วย ความสามารถและคุณประโยชน์อันมากมายดังที่กล่าวมานี้ ถือได้ว่าคลาวด์ คอมพิวติ้งจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญแห่งอนาคต และจะมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจอย่างที่ไม่เคยมีมา ก่อน ดังนั้น ธุรกิจใดก็ตามที่สามารถฉกฉวยโอกาสและสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อธุรกิจของตนได้ก่อนก็ย่อมจะสร้างความได้เปรียบและโอกาสในการ ต่อยอดความสำเร็จทางธุรกิจขององค์กรได้ก่อนใคร

ที่มา: sipa.or.th/th/news/detail.php?newID=1930&&ModuleKey=PRNews

 

Posted in assignment 3 | Leave a comment

มือใหม่ใช้งานอินเตอร์เน็ต เชิญทางนี้

           มือใหม่ใช้งานอินเตอร์เน็ต เชิญทางนี้                  

           สำหรับใครยังเป็นมือใหม่ และยังใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่คล่อง เชิญทางนี้ วันนี้เรามีคำแนะนำในการใช้งานอินเตอร์เน็ต มาเล่าบอกต่อๆ กัน? คงต้องทำความรู้จักกับคำว่า “Web Browser” กันสักนิด คำๆ นี้หมายถึงโปรแกรมที่ใช้สำหรับการท่องอินเตอร์เน็ต บางคนอาจเรียกสั้นๆ ว่า “Browser” เป็นต้น

เริ่มต้นการใช้งานอินเตอร์เน็ต

          ทำความรู้จักโปรแกรมในการท่องโลกอินเตอร์เน็ตเริ่มต้นต้องรู้จักโปรแกรมที่ใช้ในการท่องโลกอินเตอร์เน็ตกันก่อน โดยเฉพาะกับโปรแกรม Windows Internet Explorer มีสัญลักษณ์โลโก้เป็นตัวอักษร “e”?ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานในการใช้งาน และโปรแกรมนี้มีมาพร้อมกับ Windows อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไป download มาจากที่ไหน ยกเว้นแต่ต้องการทดลองใช้โปรแกรมอื่นๆ หรือ upgrade เท่านั้น

Mozilla FireFox? อีกหนึ่งโปรแกรมสำหรับท่องอินเตอร์เน็ต สามารถ download และใช้งานได้ฟรี เช่นเดียวกันกับ Windows Internet Explorer จุดเด่นของโปรแกรมนี้อยู่ที่ความเร็วในการใช้งาน หรือเข้าเว็บไซต์?แถมมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงมากด้วยโปรแกรมอื่นๆ ได้แก่ Opera, Google Chrome, Safari, Plawan (ของคนไทย) เป็นต้น

           ทำความรู้จัก “ลิงค์”?

ลิงค์ก็คือการเชื่อมโยงข้อความจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง (หรืออาจเป็นหน้าเดียวกันก็ได้)? จะสังเกตได้ว่ามีลิงค์ตรงไหน ให้ลองเลื่อนเม้าส์ไปวางใกล้ๆ ข้อความ ถ้าสัญลักษณ์ของเม้าส์ เปลี่ยนจาก “ลูกศร” เป็น “รูปมือ” แสดงว่าเป็นลิงค์ ให้คลิกได้เลย? บางเว็บก็แสดงขีดเส้นใต้ให้ด้วยลิงค์สามารถใช้รูปภาพแทนได้ ลองวางเม้าส์เหนือรูปภาพ ถ้าสัญลักษณ์ของเม้าส์ เปลี่ยนจาก “ลูกศร” เป็น “รูปมือ”? ก็แสดงว่าเป็นลิงค์เหมือนกันลิงค์สามารถใช้รูปภาพเคลื่อนไหว (เช่น Flash Animation เป็นต้น) แทนได้ ลองวางเม้าส์เหนือรูปภาพ ถ้าสัญลักษณ์ของเม้าส์ เปลี่ยนจาก “ลูกศร” เป็น “รูปมือ”? ก็แสดงว่าเป็นลิงค์เหมือนกัน

         บันทึกรูปภาพบนอินเตอร์เน็ต

ถ้าต้องการรูปภาพบนอินเตอร์เน็ต บางเว็บไซต์ก็อนุญาตให้บันทึก หรือ Save ได้ แต่บางเว็บก็ไม่อนุญาต? โดยทั่วไปเราสามารถบันทึกภาพจากอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ เพียงคลิกขวาเหนือรูปภาพ จากนั้นคลิกเลือก Save As หรือ Save Picture As จากนั้นก็เลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการจัดเก็บรูปภาพ
รูปภาพเคลื่อนไหว มีได้หลายประเภท?ตัวอย่างเช่นGIF สามารถบันทึกภาพได้เช่นเดียวกับรูปภาพปกติFlash Animation ไม่สามารถบันทึกได้ด้วยวิธีปกติ ต้องเข้าไปดูทีโฟลเดอร์ Temporary Internet Files และเลือกไฟล์ที่เราต้องการ ไฟล์จะมีนามสกุล .SWF
ไฟล์วีดีโอ เช่น FLV เป็นต้น โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ YouTube.com ที่ให้บริการข้อมูลภาพวีดีโอ ถ้าต้องการบันทึก ต้องใช้โปรแกรมพิเศษช่วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก? เทคนิคการ save ไฟล์วีดีโอจาก YouTubeรูปภาพ?Lock ปกติหลายๆ เว็บมีการเขียนโปรแกรมป้องกันการคลิกขวา แต่ความเป็นจริงแล้ว เราสามารคลิกปุ่ม PrtScr (Print Screen) จากแป้นพิมพืได้ ดังนั้น lock ไม่อยู่แน่นอน

         เปิดเว็บมากกว่าหนึ่งเว็บพร้อมกัน

เราสามารถเปิดเว็บมากกว่าหนึ่งเว็บพร้อมๆ กันได้ เพราะบางครั้งเว็บที่เราเข้าไป ยังโหลดข้อมูลไม่เสร็จ ดังนั้น เพื่อไม่เสียเวลา ลองเข้าไปดูอีกเว็บหนึ่งได้ สำหรับผู้ใช้งาน Windows Internet Explorer เวอร์ชั่นใหม่ จะมีความสามารถในการแสดงเว็บมากกว่าหนึ่งเว็บที่แสดงบนแท็ป ลองทดสอบโดยการคลิกเมนู File เลือก New Tab (ถ้ามี) จากนั้นให้พิมพ์ชื่อเว็บใหม่ที่ต้องการ
ค้นหาเว็บทั่วโลกเราสามารถใช้เว็บที่ให้บริการค้นหาเว็บทั่วโลกได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นกับความต้องการค้นหาข้อมูลของเราว่า ต้องการแบบไหน
Web Search Engine เว็บที่ให้บริการค้นหาโดยเฉพาะ เพียงแค่พิมพ์ข้อความที่ต้องการในช่องค้นหา เช่น คำว่า “ไอที”, “ฟรีแวร์” เป็นต้น คำเหล่านี้เราเรียกว่า Keyword และคลิกค้นหา แค่นี้เว็บนั้นๆ ก็จะแสดงรายชื่อของเว็บที่มีความเกี่ยวข้องกับ keyword ที่เราค้นหาให้? ตัวอย่างเว็บ Web Search Engine ระดับโลกได้แก่ http://www.google.com, http://www.bing.com, http://www.yahoo.com เป็นต้น                        Web Directory หมายถึงเว็บที่มีจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่ไว้แล้ว เช่น หมวดคอมพิวเตอร์ หมวดท่องเที่ยว หมวดการศึกษา เป็นต้น ทำให้เราสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่คลิกเลือกเว็บที่ต้องการเท่านั้น? ตัวอย่างเว็บ ได้แก่ http://www.sanook.com, http://www.kapook.com เป็นต้น

           Download โปรแกรมและข้อมูล

อีกหนึ่งบริการจากเว็บไซต์ที่เราเข้าถึง บางเว็บไซต์อาจมีบริการแจกฟรีโปรแกรม แจกรูปภาพ หรือจากวีดีโอ ซึ่งเราสามารถคลิกไฟล์เหล่านั้นได้ทันที ปกติ จะมี หน้าต่างแสดงรายละเอียดให้เรา download และคลิกและรอให้ download ข้อมูลจนเสร็จก่อนใช้งานถ้าต้องการให้ download ได้เร็วสุดๆ นอกเหนือจากการซื้อ Internet Speed สูงๆ แล้ว เราจำเป็นต้องใช้โปรแกรมช่วยประเภท Download Manager สนใจอ่านรายละเอียดได้ที่ รวมมิตรโปรแกรมช่วย download ให้เร็วขึ้น

           ดูหนัง ฟังเพลง

ไม่พูดไม่ได้เลย เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีการพักผ่อนโดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวช่วย เราสามารถเข้าเว็บไซต์ที่ให้บริการดูหนัง ฟังเพลงออนไลน์ ได้ ไม่ว่าจะเป็น http://www.SiamTv.info, http://www.Youtube.com หรือ ค่ายเพลงดังๆ ของไทย เช่น GMM http://www.gmember.com เป็นต้น
           ความรู้เกี่ยวกับการใช้อินเตอร์เน็ต
เขียนโดย อัจฉรา รัตนา

การใช้งานอินเตอร์เน็ต (Internet) เบื้องต้น          ความรู้พื้นฐานของการใช้งาน อินเตอร์เน็ต (Internet)นั้น ประกอบด้วยการใช้งานด้านการค้นหาข้อมูลและสื่อสารข้อมูล เป็นหลัก ในที่นี้ จะกล่าวถึงการใช้งาน Browser ในการค้นหาข้อมูลและสื่อสารข้อมูล โดยการค้นหาข้อมูล จะกล่าวถึงการใช้งาน Search Engine และการสื่อสารข้อมูลจะเป็นลักษณะของการสื่อสารข้อมูลด้วย E-Mail

        Browser คืออะไร

Browser คือ โปรแกรมระบบงานที่ใช้เพื่อค้นหาทรัพยากรต่าง ๆ ใน Internet โดย Browser นั้น จะให้ผู้ใช้เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่สนใจรายละเอียดทางเทคนิคของการเชื่อมต่อระหว่างจุด หรือวิธีการเฉพาะที่จะเข้าไปใช้จุดเหล่านั้น และนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อความ ( Text ) , ภาพ ( Graphics ) , เสียง ( Sound ) หรือภาพเคลื่อนไหว ( Animation ) ในเอกสารบนจอภาพ

การใช้งาน Internet Explorer

Internet Explorer (IE)เป็น Browser ซึ่งผลิตโดยบริษัท Microsoft ซึ่งมีมาให้พร้อมกับ Microsoft Windows ตั้งแต่ Windows 98 ขึ้นไป โดยที่หากเป็น Windows98 ก็จะเป็น IE4.0 , Windows98 SE ก็จะเป็น IE5.0 , Windows Me ก็จะเป็น IE5.5 , สุดท้ายถ้าเป็น Windows XP ก็จะเป็น IE6.0 ดังนั้น หากคิดจะใช้อินเตอร์เน็ตด้วย IE แล้ว จำเป็นต้องทราบเทคนิค พื้นฐานเบื้องต้นในการใช้ IE ด้วย

             รู้จักกับเมนู ปุ่ม และคำสั่งในเบื้องต้น

มาดูหน้าที่ของปุ่มต่าง ๆ กันเลย

ปุ่ม Back ใช้สำหรับย้อนกลับไปหน้าที่ผ่านมาแล้ว

ปุ่ม Forward ใช้สำหรับเปลี่ยนไปหน้าต่อไป (หลังจากที่ย้อนกลับมา)

ปุ่ม Stop ใช้สำหรับหยุดการโหลดข้อมูลในหน้าเว็บเพจนั้น

ปุ่ม Refresh ใช้สำหรับการเรียกโหลดข้อมูลหน้าเว็บเพจใหม่อีกครั้ง

ปุ่ม Home ใช้สำหรับกลับไปหน้าแรกหรือกลับไปที่ URL ที่ตั้งไว้ให้เป็นหน้าแรก

ปุ่ม Search ใช้สำหรับค้นหาเว็บไซต์

ปุ่ม Favorites ใช้สำหรับเลือกเว็บไซต์จาก Favorites หรือ Book Mark

ปุ่ม History ใช้สำหรับการย้อนกลับไปดูเว็บไซต์ที่เคยเข้าไปดูมาแล้ว

ปุ่ม Mail ใช้สำหรับการ รับ-ส่ง อีเมล์

ปุ่ม Print ใช้สำหรับการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่องพิมพ์

ปุ่ม Edit ใช้สำหรับการแก้ไขหน้าเว็บเพจนั้น ๆ

               เทคนิคการใช้งาน Internet Explorer

การกดปุ่ม เมาส์ขวาเพื่อเรียกเมนูใช้งานอย่างรวดเร็ว เช่นการเก็บรูปภาพ การเปิดหน้าต่างใหม่ หรืออื่น ๆ

การกดปุ่ม ALT + ปุ่มลูกศร ซ้าย หรือ ขวา จะเป็นการเรียกใช้เมนู Back หรือ Forward ได้เช่นกัน    การกดปุ่ม Ctrl + N เป็นการเปิดหน้าต่างใหม่เพิ่มขึ้นมา

การค้นหาข้อความในหน้า Web Page สามารถใช้เมนู Edit และ Find (on This Page) หรือกด Ctrl + F ได้
หากพบภาพที่ถูกใจ สามารถตั้งให้เป็น Wall Paper ได้ทันทีโดยกดปุ่มเมาส์ขวา เลือกที่ Set as wallpaper

การกดปุ่ม Ctrl + N เป็นการเปิดหน้าต่างใหม่เพิ่มขึ้นมา

            การสืบค้นข้อมูลโดยการใช้ Search Engine

Search Engine คือ โปรแกรมซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวค้นหาข้อมูลในระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่ง Search Engine ที่นิยมใช้นั้นมีด้วยกันหลายตัวด้วยกัน เช่น Google (www.google.co.th),Dogpile (www.dogpile.com)

ALLTHEWEB ( http://www.alltheweb.com ) Yahoo (www.yohoo.com) เป็นต้น แต่ในที่นี้จะอธิบายวิธีการใช้งาน Google ซึ่งเป็น Search Engine ที่มีความนิยมที่สุดในขณะนี้

             หลักพื้นฐานในการค้นหาข้อมูลด้วย Google

การค้นหาข้อมูลด้วย Google นั้นทำได้ไม่ยาก เพียงแค่พิมพ์หัวข้อค้นหา (ซึ่งเป็นคำหรือวลีที่อธิบายข้อมูลที่คุณต้องการค้นหาได้ดีที่สุด) ในกล่องข้อความ จากนั้นกดปุ่ม ‘Enter’ หรือคลิกที่ปุ่ม ‘Google Search’หรือ “ค้นหาโดย Google” จากนั้น Google ก็จะคืนผลลัพธ์ เป็นรายการของหน้าเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหัวข้อค้นหาของคุณ โดยหน้าเว็บที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องที่ชัดเจนที่สุดจะปรากฏออกมาเป็นลำดับแรก

           (วิธีทำ ในเอกสาร “วิธีการใช้งาน Google ค้นหาข้อมูล)

             การรับ – ส่ง ข้อมูลผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E – Mail ( Electronics Mail )

เป็นการรับส่งจดหมายด้วยระบบคอมพิวเตอร์เครือข่าย มีลักษณะคล้ายกับการรับส่งจดหมายแบบปกติ แต่มีความสะดวกและรวดเร็วกว่ามาก สามารถเขียนจดหมายถึงผู้รับได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

เอกสารอ้างอิง            http://ict.in.th/18942

http://kmcenter.rid.go.th/kcitc/2011/index.php?                                        option=com_content&view=article&id=330:2011-08-29-09-41-09&catid=60:2011-08-29-08-47-05&Itemid=31

Posted in ASSIGNMENT 2 | Leave a comment

วัดพระแก้ว

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
“วัดพระแก้ว” เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ พระแก้ว

บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มุมมองสายตานก จากทางทิศตะวันออก
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อสามัญ วัดพระแก้ว
ที่ตั้ง ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 10200
ประเภท พระอารามหลวงชั้นพิเศษ
พระประธาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
พระพุทธรูปสำคัญ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระสัมพุทธพรรณี พระชัยหลังช้าง พระคันธารราษฎร์ พระนาก
พระจำพรรษา ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
ความพิเศษ พระอารามประจำ พระบรมมหาราชวัง
จุดสนใจ สักการะพระแก้วมรกต ชมจิตรกรรมฝาผนัง ที่พระระเบียง
กิจกรรม เทศนาธรรม วันอาทิตย์ และวันพระ
ข้อห้าม ห้ามสวมกางเกงหรือกระโปรง ที่มีชายสูงกว่าเข่าทุกชนิด เสื้อที่เปิดไหล่ทุกชนิด รองเท้าที่เปิดส้นทุกชนิด และกางเกนยีนส์ขาดๆ
การถ่ายภาพ ไม่ควรใช้แฟลช ในถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนัง และไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ภายในพระอุโบสถเด็ดขาด ฝ่าฝืนมีโทษปรับ และยึดฟิล์ม/สื่อบันทึก
หมายเหตุ
เข้าชมเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องทำหนังสือขออนุญาต ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารเงินตรา ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์
สถานีย่อย:พระพุทธศาสนา
ด • พ • ก
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่นำมาจากกรุงเวียงจันทร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว พบเจอวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย และเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส
วัดพระศรีรัตนศาสดารามได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด การบูรณะครั้งใหญ่ทั้งพระอาราม มีขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี ใน พ.ศ. 2425 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามในโอกาสที่มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ในรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามอีกครั้งใน พ.ศ. 2525 เมื่อมีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในการบูรณะ
วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านเมือง ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ
เนื้อหา [ซ่อน]
1 อาคารต่างๆในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
1.1 กลุ่มพระอุโบสถ
1.1.1 พระอุโบสถ
1.1.2 หอราชพงศานุสรณ์
1.1.3 พระโพธิธาตุพิมาน
1.2 กลุ่มฐานไพที
1.3 กลุ่มอาคารประกอบ
1.3.1 พระอัษฎามหาเจดีย์
2 พระพุทธรูปสำคัญภายในพระอุโบสถ
3 พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
4 แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]อาคารต่างๆในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เนื่องจากภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมีอาคารสำคัญและอาคารประกอบเป็นจำนวนมาก จึงขอแบ่งกลุ่มอาคารออกเป็น 3 กลุ่ม ตามตำแหน่งและความสำคัญ ดังนี้
[แก้]กลุ่มพระอุโบสถ

วัดพระแก้ว
กลุ่มพระอุโบสถ เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญสูงสุด มีพระอุโบสถเป็นอาคารประธานซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ล้อมรอบด้วยศาลาราย พระโพธิ์ธาตุพิมาน หอราชพงศานุสรณ์ หอราชกรมานุสรณ์ หอระฆัง และ หอพระคันธารราษฎร์
[แก้]พระอุโบสถ

ภาพภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระอุโบสถ ตั้งอยู่ส่วนกลางของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีซุ้มประดิษฐานเสมารวม 8 ซุ้ม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2326 เพื่อประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกต) ที่พระองค์ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2322 (พบพระแก้วมรกต ครั้งแรกที่เจดีย์ ณ วัดพระแก้ว อ.เมือง จังหวัดเชียงราย)
ในการสร้างพระอุโบสถหลังนี้ใช้เวลา 3 ปี สำเร็จเรียบร้อยลงใน พ.ศ. 2328 ต่อมา เมื่อประมาณได้เกิดเพลิงไหม้บุษบกทรงพระแก้วมรกตซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมขึ้นใหม่ให้ทันฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปลายรัชกาล
หลักฐานการก่อสร้างและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ของพระอุโบสถในรัชสมัยนี้ไม่ชัดเจนนัก นอกจากบ่งไว้ว่า ฝาผนังรอบนอกเป็นลายรดน้ำปิดทองรูปกระหนกเครือแย่งทรงข้าวบิณฑ์ดอกในบนพื้นสีชาด ฝาผนังด้านในเหนือประตูด้านสกัดเป็นภาพเรื่องมารวิชัยและเรื่องไตรภูมิ
ส่วนฝาผนังด้านยาวเขียนภาพเทพชุมนุมตามแบบที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา ฝาผนังระหว่างหน้าต่างเขียนภาพเรื่องปฐมสมโพธิ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบซึ่งปรากฏว่ามีการแก้ไขในรัชกาลที่ 3 และ 4 ในภายหลังดังที่เห็นได้ในปัจจุบัน
พระทวารกลาง เป็นพระทวารใหญ่สูง 8 ศอกคืบ กว้าง 4 ศอกคืบ ตัวบานเป็นบานประดับมุกลายช่องกลม ส่วนพระทวารข้างเป็นทวารรองสูง 7 ศอก กว้าง 3 ศอก 1 คืบ 10 นิ้ว ตัวบานเป็นบานประดับมุกกลายเต็ม ซึ่งบานพระทวารทั้ง 2 แห่งนี้ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ประทานความเห็นว่า “เป็นฝีมือที่น่าชมยิ่ง ตั้งใจทำแข่งกับบานที่ทำครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งอยู่ที่วิหารยอด”
ภายในพระอุโบสถได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามตั้งแต่เพดานถึงพื้น กลางห้องประดิษฐานพระแก้วมรกตในบุษบกทองคำพร้อมด้วยพระพุทธรูปสำคัญมากมาย
[แก้]หอราชพงศานุสรณ์
หอราชพงศานุสรณ์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่บนกำแพงแก้วด้านหลังพระอุโบสถอยู่ทางทิศใต้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาลพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ ภายในเขียนภาพพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร
[แก้]พระโพธิธาตุพิมาน
พระโพธิธาตุพิมานเป็นที่ประดิษฐานพระปรางค์ของโบราณ ซึ่งทรงอัญเชิญมาจากเมืองเหนือขณะทรงผนวช ภายในพระปรางค์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและบรรจุพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยา
[แก้]กลุ่มฐานไพที
กลุ่มอาคารบริเวณฐานไพที มีอาคารหลักสามหลัง คือ ปราสาทพระเทพบิดร พระมณฑป พระศรีรัตนเจดีย์ และวัตถุประดับตกแต่งอื่นๆเช่น รูปปั้นสัตว์หิมพานต์ บุษบกพระราชลัญจกร นครวัดจำลอง พระสุวรรณเจดีย์ และ พนมหมาก
[แก้]กลุ่มอาคารประกอบ

แผนผังอย่างคร่าวๆของวัดพระแก้ว
เป็นกลุ่มอาคารและสิ่งประดับอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกลุ่มอาคารทั้งสองกลุ่ม ประกอบด้วย หอพระนาก พระเศวตกุฏาคารวิหารยอด หอมณเฑียรธรรม พระอัษฎามหาเจดีย์ ยักษ์ทวารบาล และจิตรกรรมฝาผนังที่ พระระเบียง ซึ่งมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังจำนวน 178 ห้อง เรียงต่อกันยาวตลอดฝาผนังทั้ง 4 ทิศ มีเนื้อหาจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์
[แก้]พระอัษฎามหาเจดีย์
พระอัษฎามหาเจดีย์ หรือ พระปรางค์ 8 องค์ ตั้งเรียงกันอยู่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายนอกพระระเบียง พระมหาเจดีย์ทั้ง 8 องค์นี้ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่นอน ภายนอกพระระเบียง 6 องค์ ภายในพระระเบียง 2 องค์ พระอัษฎามหาเจดีย์เป็นชื่อที่คณะกรรมการอำนวยการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม เมื่อฉลองพระนครครบ 200 ปี มีมติให้เรียกชื่อรวมเป็นทางการตามชื่อที่ปรากฏในการบูรณปฏิสังขรณ์สมัย รัชกาลที่ 3 ของพระศรีภูริปรีชาวัตถุประสงค์ในการสร้างพระมหาเจดีย์เหล่านี้ก็เพื่ออุทิศ เป็นพระพุทธเจดีย์องค์หนึ่ง พระธรรมเจดีย์องค์หนึ่ง พระปัจเจกเจดีย์องค์หนึ่ง พระสาวกเจดีย์องค์หนึ่ง พระภิกขุนีสาวกเจดีย์องค์หนึ่ง พระชาฎกโพธิสัตว์องค์หนึ่ง พระสงฆเจดีย์องค์หนึ่ง และพระยาจักรเจดีย์องค์หนึ่ง
ต่อมาในรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ประดับกระเบื้องเคลือบสีที่พระมหาเจดีย์ทั้ง 8 องค์ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 7 และรัชกาลปัจจุบันเป็นการซ่อมส่วนที่ชำรุดเสียหายแต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูป ร่างแต่ประการ
[แก้]พระพุทธรูปสำคัญภายในพระอุโบสถ

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระสัมพุทธพรรณี(องค์ด้านหลัง)

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนตอนต้น ทำจากหินหยกสีเขียวเข้มทึบแสง ปางสมาธิ ขนาดหน้าตัก 43 ซม. สูง 55 ซม.
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างอุทิศให้กับรัชกาลที่ 1 และ 2 ศิลปะรัตนโกสินทร์ ปางห้ามสมุทร สูง 3 เมตร ทรงเครื่องต้นพระจักรพรรดิราช เป็นพระพุทธรูปสำริดหุ้มทองคำลงยาราชาวดี เครื่องต้นประดับเนาวรัตน์ ใช้ทองคำเท่ากับทองที่หุ้มพระศรีสรรเพชญ ในสมัยอยุธยา
พระสัมพุทธพรรณี รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างใน พ.ศ. 2373 ตามอย่างพุทธลักษณะที่พระองค์ทรงสอบสวนได้ สร้างจากกะไหล่ทองคำ ปางสมาธิหน้าตักกว้าง 49 ซม. สูงถึงพระรัศมี 67.5 ซม. มีการเปลี่ยนพระรัศมีเป็นสีต่าง ๆ ตามฤดูกาล พร้อมกับการเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต
[แก้]พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามในเขตพระราชฐานชั้นนอกของพระบรมมหาราชวัง เดิมเป็นโรงกษาปณ์ ใช้ผลิตเงินตราเพื่อใช้ในประเทศ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอาคารรูปแบบตะวันตก ในปี พ.ศ. 2525 ในวาระการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นแม่กองบูรณะจึงขอพระราชทานอาคารโรงกษาปณ์มาเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีสิ่งหน้าสนใจหลายอย่างเช่นปืนใหญ่ที่ตั้งแสดงไว้ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาจีนที่ตั้งไว้หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์
[แก้]แหล่งข้อมูลอื่น

คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ:
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พิกัดภูมิศาสตร์: 13°45′5″N, 100°29′33″E
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(Facebook)
[แสดง]
ด • พ • ก
พระแก้ว และ วัดพระแก้ว
[แสดง]
ด • พ • ก
สถานที่ภายในพระบรมมหาราชวัง
[แสดง]
ด • พ • ก
ไหว้พระ 9 วัด กรุงเทพมหานคร
หมวดหมู่: วัดพระศรีรัตนศาสดารามไหว้พระ 9 วัด กรุงเทพมหานคร

Posted in วัดพระแก้ว | Leave a comment