ความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ต

  ความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ต

ปัจจุบันการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์อย่างมาก จึงทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างแพร่หลาย บุคคลที่ใช้อินเทอร์เน็ตจึงมีหลายจุดประสงค์ ทั้งใช้งานในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และการใช้งานที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลอื่น ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ทำการแปลและเรียบเรียงวิธีการใช้งาน อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น สำหรับผู้ที่เริ่มใช้งาน เพื่อจะได้ปลอดภัย จากภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ต

1. เมื่อเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ควรปรึกษาผู้ใหญ่เกี่ยวกับแนวทางในการใช้ในการใช้อินเทอร์เน็ตต่อวัน และเมื่อผู้ใช้มีความรู้ และคุ้นเคยในการใช้งานจริงบ้างแล้ว จึงค่อยปรับเปลี่ยนแนวทางในใช้เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมต่อไป และควรเขียนแนวทางในการใช้อินเทอร์เน็ตติดไว้ใกล้กับคอมพิวเตอร์ เพื่อความสะดวกในการจัดระบบการใช้อินเทอร์เน็ต
2. อย่าให้รหัสลับแก่ผู้อื่น
3. ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ ทุกครั้งที่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
4. ตรวจทานว่าได้พิมพ์ชื่อเว็บไซด์ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงกด Enter เพื่อจะได้เข้าเว็บไซด์ที่ต้องการได้ถูกต้อง
5. ปรึกษาผู้ใหญ่ ก่อนเข้าใช้ห้องสนทนาบนอิน เทอร์เน็ต เพราะว่าห้องสนทนาแต่ละห้องมีการสนทนาที่แตกต่างกัน บางห้องอาจไม่เหมาะสม
6. ถ้าพบเห็นข้อความ หรือสิ่งใด ที่ไม่เหมาะสม หรือ คิดว่าไม่ดีต่อการใช้อินเทอร์เน็ต ควรออกจากเว็บไซด์นั้น และแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบทันที
7. อย่าส่งรูปภาพของตนเอง หรือรูปภาพของผู้อื่น ให้คนอื่นทางอีเมลล์ ยกเว้นได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่เสียก่อน
8. ถ้าได้รับอีเมลล์ที่มีข้อความไม่เหมาะสมหรือทำให้ไม่สบายใจ ไม่ควรโต้ตอบ และควรบอกให้ผู้ใหญ่ทราบก่อนทันที
9. บนอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างที่คุณเห็นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป
10. อย่าบอกอายุจริงของคุณกับคนอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน
11. อย่าบอกชื่อจริง และนามสกุลจริงกับบุคคลอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษา และขออนุญาตผู้ใหญ่ก่อน
12. อย่าบอกที่อยู่ ของคุณกับบุคคลอื่น
13. ปรึกษาผู้ใหญ่ก่อนทุกครั้งที่จะทำการลงทะเบียนใด ๆ บนอินเทอร์เน็ต
14. อย่าให้หมายเลขของบัตรเครดิตการ์ดของคุณกับบุคคลอื่น ถ้ามีความจำเป็นควรปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน
15. ขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ต ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา คุณสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการได้
16. อย่าเปิดเอกสารหรืออีเมลล์หรือไฟล์ จากบุคคลอื่นที่ไม่รู้จัก เพราะอาจมีไวรัส หรือข้อมูลไม่เหมาะสม มากับเอกสารหรืออีเมลล์นั้น
17. ควรวางเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ในสถานที่ที่สะดวกในการดูแลเอาใจใส่ เช่น ห้องนั่งเล่น หรือ ห้องส่วนรวม
18. อย่าตัดสินใจที่จะไปพบบุคคลอื่นซึ่งรู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ และถ้ามีการนัดพบกันไม่ควรไปเพียงลำพัง ควรมีผู้ใหญ่หรือคนที่รู้จักหรือเพื่อนไปด้วย และควรนัดพบกันในที่สาธารณะ
19. บนอินเทอร์เน็ตข้อมูลต่าง ๆ ที่เราพิมพ์ลงไป บุคคลอื่นที่เราไม่รู้จักสามารถล่วงรู้ได้ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง
20. อย่าบอกเบอร์โทรศัพท์ของคุณกับบุคคลอื่น ในอินเทอร์เน็ต
21. พูดคุยกับผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับสถานที่ กิจกรรม และสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็น บนอินเทอร์เน็ตที่ได้พบเห็น ระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ต
22. ใช้ชื่อที่ต่างจากชื่อจริง และชื่อเล่นของตัวเองเพื่อใช้แทนตัวเอง ในขณะใช้อินเทอร์เน็ต
23. ควรปรึกษาผู้ใหญ่ ถ้าต้องการที่จะให้อีเมลล์แอดเดรสกับบุคคลอื่นในอินเทอร์เน็ต
24. ถ้ามีบุคคลอื่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป ไม่ควรให้ข้อมูล และควรหยุดการสนทนานั้น
25. อย่าบอกชื่อ ที่อยู่ของโรงเรียนของคุณ กับบุคคลอื่นบนอินเทอร์เน็ต
26. ขณะใช้อินเทอร์เน็ตไม่ควรเชื่อคำพูดหรือข้อมูลของบุคคลอื่น เพราะการปลอมตัวทำได้ง่าย และอาจไม่เป็นความจริง
27. อย่าทำสิ่งผิดกฎหมายบนอินเตอร์เน็ต เช่น ถ้าไม่เคยใช้บัตรเครดิต ก็ไม่ควรกรอกข้อมูลในการซื้อของ โดยใช้บัตรเครดิต บนอินเทอร์เน็ต
28. เมื่อมีใครบางคนให้เงินหรือของขวัญ ฟรี ๆ กับคุณ ควรบอกปฏิเสธ และบอกให้ผู้ใหญ่ทราบทันที
29. อย่าใช้คำไม่สุภาพ ขณะใช้อินเทอร์เน็ต
30. คุณสามารถออกจากอินเทอร์ได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ต

เอกสารอ้างอิง               http://portal.in.th/inter-korn/pages/2408/

 Social media คือ  

      Social Mediaหมายถึง สื่อสังคมออนไลน์ที่มีการตอบสนองทางสังคมได้หลายทิศทาง โดยผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต พูดง่ายๆ ก็คือเว็บไซต์ที่บุคคลบนโลกนี้สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้นั่นเอง

พื้นฐานการเกิด Social Media ก็มาจากความต้องการของมนุษย์หรือคนเราที่ต้องการติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน จากเดิมเรามีเว็บในยุค 1.0 ซึ่งก็คือเว็บที่แสดงเนื้อหาอย่างเดียว บุคคลแต่ละคนไม่สามารถติดต่อหรือโต้ตอบกันได้ แต่เมื่อเทคโนโลยีเว็บพัฒนาเข้าสู่ยุค 2.0 ก็มีการพัฒนาเว็บไซต์ที่เรียกว่า web application ซึ่งก็คือเว็บไซต์มีแอพลิเคชันหรือโปรแกรมต่างๆ ที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้งานมากขึ้น ผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถโต้ตอบกันได้ผ่านหน้าเว็บ

เอกสารอ้างอิง                 http://krunum.wordpress.com/2010/06/02/social- network/

Traditional media คือ 

สารพัดสื่อ หรือคำเรียกสื่อ ที่รวบรวมมาไว้ในที่นี้ มาจากสภาพการณ์ในสังคมไทยเท่านั้น เพื่อความเข้าใจและการเรียนรู้เกี่ยวกับ “สื่อ” หรือ “มีเดีย” (Media) ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ว่ามีความหลากหลายมากมายเพียงใด

- สื่อมีหลายบทบาท ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางใด เป็นไปได้ทั้งทางเสื่อมและทางเจริญ

- คำเรียกสื่อบางคำ สะท้อนถึงที่มาของการเกิดขึ้น คำเรียกสื่อบางคำสะท้อนถึงความเป็นคุณลักษณะของสื่อ ในขณะที่คำเรียกสื่อบางคำ สะท้อนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ของสื่อ

- คำเรียกสื่อหลายคำเป็นสากลที่ทั่วโลกก็รู้จัก แต่คำเรียกสื่อบางคำมีเรียกใช้เฉพาะในบริบทสังคมไทยเท่านั้น เช่นจากสถาณการณ์การเมือง และสังคม

- คำเรียกสื่อหลายคำมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology)

- แสดงสะท้อนให้เห็นว่า “ความเป็นเจ้าของสื่อ” (Media Ownership) ในสังคมไทย ยังไม่มีความสมดุล

- ความหมายของสื่อ แยกกันไม่ออกจากเหตุการณ์ สถานการณ์บ้านเมือง ทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอยู่ด้วยกัน

1. สื่อมวลชน (Mass Media) หมายถึง สื่อที่มีความเป็นวิชาชีพ  เข้าถึงกว้างขวาง  ใช้เทคโนโลยี มีบทบาทความรับผิดชอบต่อสังคม  มีจริยธรรมวิชาชีพ โดยที่ผู้ส่งสาร เป็นมืออาชีพ (Professional) ต้องตระหนักในจรรยาบรรณวิชาชีพ (Ethic) เนื้อหาสารเป็น “สาธารณะ” (Public) ส่งผลกระทบถึง ผู้รับสารจำนวนมาก หลากหลายคุณลักษณะ เลือกรับสารได้เอง

2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยไฟฟ้าเป็นตัวนำ ได้แก่ วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์, ภาพยนตร์, เคเบิลทีวี, ทีวีดาวเทียม ตำราบางเล่มเรียกสื่อชนิดว่า “สื่อร้อน” (Hot Media)

3. สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed Media) หมายถึง สื่อที่ผ่านกระบวนการพิมพ์ลงบนกระดาษ ได้แก่ หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, หนังสือเล่ม, และวารสาร เป็นสื่อมวลชนที่มีความเก่าแก่ที่สุด ตำราบางเล่มเรียกสื่อชนิดว่า “สื่อเย็น” (Cool Media)

4. สื่อดั้งเดิม (Traditional Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่มีมาดั้งเดิม ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์, สื่อวิทยุกระจายเสียง, สื่อโทรทัศน์ และ สื่อภาพยนตร์ เป็นต้น

5. สื่อเก่า หมายถึง สื่อที่มีมาแต่เดิม ในลักษณะเดียวกันกับสื่อดั้งเดิม

6. สื่อใหม่ (New Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่เกิดขึ้นใหม่ เกิดจากการหลอมรวมเทคโนโลยีการสื่อสาร ภายใต้พัฒนาการของภาษาระบบตัวเลข (Digital Language) กล่าวคือ เทคโนโลยีการสื่อสาร3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. เทคโนโลยีด้านการพิมพ์ (Printing Technology), 2. เทคโนโลยีแพร่ภาพและกระจายเสียง (Broadcast Technology) และ 3. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม และคอมพิวเตอร์ (Information and Communication Technology) เช่น หนังสือพิมพ์ออนไลน์, โปรแกรม CHAT : MSN, ICQ, Perch, Skype, รวมถึง เครือข่ายสังคม (Social Media Network) (เช่น Hi5, Face book, Multiply, ทวิตเตอร์ (ไม่เกิน 140 ตัวอักษร), แคมฟรอก (camfrog) เวบบอร์ด (Web Board), เว็บไซต์ (Website), นักข่าวมือถือ “โมโจ” (Mobile Journalist), MMS, SMS (ไม่เกิน 70 ตัวอักษร), E – Magazine, E – Book, Blog, นักข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ปัจจัยเร่งให้เกิดสื่อใหม่ ได้แก่ ความแพร่หลายของอินเตอร์เน็ต, การบรรจบหลอมรวมเทคโนโลยีสื่อ (Convergence), การค้าเสรีขององค์การการค้าโลก (WTO : World Trade Organization)

7. สื่อกระแสหลัก (Mainstream Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่พิจารณาจากความเป็นเจ้าของสื่อนั้นๆ (Ownership) อันมีเป้าหมายทางธุรกิจ เน้นผลกำไร เป็นองค์กรเชิงพาณิชย์ วัดความสำเร็จจากเรทติ้ง

8. สื่อทางเลือก (Alternative Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่เจ้าของสื่อมักเป็นภาคประชาสังคม (Civil Society), เป้าหมายเพื่อสังคม ไม่เน้นหาผลกำไร บางชนิดเป็นองค์กรสื่อสาธารณะ

9. สื่อแท้ หมายถึง สื่อมวลชนที่ทำบทบาทหน้าที่สื่อครบถ้วน กล่าวคือเป็นทั้งกระจก และตะเกียงให้กับสังคม, มีการยึดมั่นในอุดมการณ์และจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อ ไม่จำเป็นว่าเป็นสื่อกระแสหลัก หรือสื่อทางเลือก ก็เป็นสื่อแท้ได้ ส่วนใหญ่จะเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อแท้

10. สื่อเทียม หมายถึง สื่อมวลชนที่ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อครบ เป้าหมายเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง เช่น รณรงค์ทางการเมือง (Political Media) สื่อกระแสหลักหรือสื่อทางเลือกก็เป็นสื่อเทียมได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสื่อใดยอมรับว่าตัวเองเป็นสื่อเทียม มักถูกวิจารณ์ประเด็นความไม่เป็นกลาง

11. สื่อผสม (Multimedia) หมายถึง สื่อมวลชนที่ผสมผสานการนำเสนอทั้งภาพนิ่ง เสียง และภาพเคลื่อนไหว เกิดจากวิวัฒนาการเทคโนโลยีสื่อในการบรรจบกันของเทคโนโลยีสื่อ (Convergence) ที่สื่อเดินเข้ามาพบกัน จนจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ซับซ้อนคล้ายกับทฤษฎี “ไร้ระเบียบ” (Chaos Theory)

12. สื่อเฉพาะกิจ (Specialization Media) หมายถึง สื่อที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์การใดเป็นเฉพาะ เช่น เพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ เพื่อการเผยแพร่โดยองค์กรภาคธุรกิจ องค์กรภาคประชาชน หรือหน่วยงานของรัฐ

13. สื่อเชิงพาณิชย์ (Commercial Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่ทำกำไร มีรายได้หลักจากโฆษณา วัดความสำเร็จจากเรทติ้ง มีทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชน

14. สื่อภาครัฐ (State Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่ดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อให้บริการข่าวสารต่อสังคม มักถูกวิจารณ์ประเด็นกระบอกเสียงของรัฐบาล

15. สื่อสาธารณะ (Public Media) หมายถึง สื่อมวลชนเพื่อประโยชน์สาธารณะของสังคม ไม่รับโฆษณาธุรกิจ เงินดำเนินการมาจากการสนับสนุนหรือบริจาค เป้าหมายเพื่อการพัฒนาสังคม

16. สื่อชุมชน (Community Media) หมายถึง สื่อที่มีหลักการดำเนินการ โดยมีชุมชนเป็นเจ้าของ ดำเนินการโดยชุมชน เพื่อชุมชน

17. สื่อพื้นบ้าน (Folk Media) หมายถึง สื่อที่ชาวบ้านในหมู่บ้านใช้ภายในหมู่บ้าน อาจเป็นสื่อประเพณี สื่อกิจกรรม สื่อบุคคล ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน

18. สื่อท้องถิ่น (Local Media) หมายถึง สื่อมวลชนที่มีอยู่และเป็นไปเพื่อคนในท้องถิ่น อาจเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ หรือระดับจังหวัดเดียว หรือหลายๆ จังหวัด มีทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ และเคเบิลทีวี

19. สื่อพลเมือง (Citizen Media) หมายถึง สื่อที่ผู้ดำเนินการเป็นลักษณะอาสาสมัคร ไม่เน้นอย่างมืออาชีพ มุ่งเป้าหมายเพื่อการมีส่วนร่วมในการสื่อสารของภาคประชาชน

20. สื่อเลือกข้าง (Take side Media) หมายถึง สื่อเลือกข้างทางการเมืองชัดเจน มีมานานในบริบทการเมืองต่างประเทศ เช่น อเมริกา แต่ไม่เคยมาปรากฏชัดเจนในวงการสื่อไทย ในปี 2547 เกิดวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมอย่างรุนแรง สื่อมวลชนไทยได้เริ่มเลือกข้าง สื่อถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “สื่อไม่เป็นกลาง” (มีอคติ) ข้อสังเกต สื่อเลือกประกาศอุดมการณ์การเมืองชัดเจน ย่อมดีกว่าสื่อถูกบงการ (นอมินี)

21. สื่อออนไลน์ (Online Media) หมายถึง สื่อที่เป็นสื่อทางเลือก สื่อเสริมหรือสื่อใหม่ เข้าถึงได้ตลอดเวลา โต้ตอบกับผู้รับสารได้ในทันที จัดเก็บสารสนเทศไว้ได้โดยง่าย เช่น เครือข่ายอินทราเน็ต (Intranet)  เอ็กทราเน็ต (Extranet) บริการส่งข้อความสั้น (SMS) บริการส่งข้อความสื่อผสม (MMS) เน้นความสดใหม่ของข่าว, เน้นข่าวเชิงลึก (ข่าวเชิงสืบสวน), เน้นส่วนร่วมผู้อ่านผ่านกระดานข่าว (web board), เน้นส่วนร่วมโดยสร้างพื้นที่ส่วนตัวหรือ Blog, เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการรายงานข่าวเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์

22. สื่อดิจิตอล (Digital Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยระบบคอมพิวเตอร์เป็นช่องทางการสื่อสาร คำว่า “ดิจิทัล” เป็นคำศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถาน แต่เกิดขึ้นภายหลังจากคำว่า “ดิจิตอล” ที่ใช้ในสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายอยู่ก่อน โดยบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทำสื่อโฆษณาเผยแพร่ในสื่อ จนคนไทยคุ้ยเคยมากกว่าคำว่า “ดิจิทัล”

23. สื่ออินเตอร์เน็ต (Internet Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางการสื่อสาร โดยเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายใยแมงมุม, เชื่อมโยงกันได้โดยใช้การสื่อสารแบบใช้สายและไร้สาย, เป็นทั้งสื่อบุคคล (Inter-personal Communication) และสื่อสารมวลชน (Mass Communication), ไร้พรมแดน, สื่อสารแบบสองทาง (Interactive) และสื่อผสม  (Multimedia)

24. สื่อเสมือนจริง (Virtual Media) หมายถึง สื่อที่สัมผัสไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของความคิด, จินตนาการ, แนวคิด สร้างขึ้นโดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ให้รู้สึกว่าเป็นจริง

25. สื่อเครือข่าย (Network Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ในลักษณะการเชื่อมต่อข้อมูลเป็นเครือข่ายเดียวกัน

26. สื่อชุมชนไซเบอร์ (Cyber Media) หมายถึง สื่อที่อยู่บนระบบฐานข้อมูลของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นโลกของชุมชนไซเบอร์ (Cyber Community) ทำให้คนรู้จักกันได้โดยไม่จำเป็นต้องพบกัน

27. สื่อการเมือง (Political Media) หมายถึง สื่อที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทั้งโดยนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคม

28. สื่อเหลือง หมายถึง สื่อมวลชนที่ดำเนินการโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในปัจจบันมีกลุ่มประชาชนส่วนหนึ่งสนับสนุนเงินเพื่อดำเนินการ

29. สื่อแดง หมายถึง สื่อมวลชนที่ดำเนินการโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป้าหมายทางการเมือง

30. สื่อนอก (Board Media) หมายถึง สื่อมวลชนต่างประเทศ ที่มีผู้สื่อข่าวในเมืองไทย หรือไม่ก็ตาม

31. สื่อเด็กและเยาวชน (Child Media) หมายถึง สื่อมวลชนสร้างสรรค์ เป้าหมายพัฒนาเด็กและเยาวชน ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน มีเครือข่ายครอบครัวและเฝ้าระวังสร้างสรรค์สื่อ ร่วมสะท้อนปัญหาสื่อมวลชนที่มีผลต่อเด็กและเยาวชน

32. สื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media) หมายถึง สื่อที่นำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนการสอนในแวดวงการศึกษา

33. สื่อประชาสัมพันธ์ (Media for Public Relations) หมายถึง สื่อการประชาสัมพันธ์งาน โครงการ และกิจกรรม ส่วนใหญ่ขอความร่วมมือ รวมถึงซื้อพื้นที่และเวลาในสื่อ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลประชาสัมพันธ์ในลักษณะ “Advertorial”

34. สื่อโฆษณา (Advertisement Media) หมายถึง สื่อที่นำมาใช้เพื่อการโฆษณา โดยต้องเสียเงินเพื่อซื้อพื้นที่และเวลาของสื่อ

35. สื่อรณรงค์ (Media for Campaign) หมายถึง สื่อเพื่อการรณรงค์ โดยอาจใช้หลายๆ สื่อมาผสมผสานการทำหน้าที่ มุ่งที่การรณรงค์

36. สื่อบุคคล (Personal Media) หมายถึง สื่อที่อาศัยบุคคลเป็นช่องทางนำพาสารไปสู่กลุ่มเป้าหมายทางการสื่อสาร มีประสิทธิภาพในการโน้มน้าวใจ

37. สื่อกิจกรรม หมายถึง สื่อที่อาศัยการจัดกิจกรรม (Activity) เพื่อเป้าหมายในการเรียนรู้ สามารถสื่อความรู้สึกนึกคิด ความรู้ อารมณ์ และเรื่องราวข่าวสารไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้ เช่น การจัดประชุม สัมมนา ฝึกอบรม การแถลงข่าว การสาธิต การจัดริ้วขบวน การจัดนิทรรศการ การจัดแข่งขันกีฬา การจัดแสดง การจัดกิจกรรมทางการศึกษา การจัดกิจกรรมเสริมอาชีพ การจัดกิจกรรมการกุศล เป็นต้น

38. สื่อละคร (Play Media) หมายถึง สื่อที่ใช้ละครเป็นตัวนำสารเพื่อการเรียนรู้ เป็นงานศิลปะเพื่อการสื่อสาร

39. สื่อค่าย (Camping Media) หมายถึง สื่อที่ใช้กิจกรรมการเข้าค่าย เพื่อการจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วม

40. สื่อใต้ดิน (Indy Media) หมายถึง สื่อที่ดำเนินการโดยอิสระของกลุ่มเฉพาะ มีแนวทางเป็นของตัวเอง ไม่ซ้ำกับสื่อกระแสหลัก บางประเภทจัดเป็นสื่อทางเลือก

เอกสารอ้างอิง      http://www.tja.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1122:2009-12-25-04-27-23&catid=17:media-store

weblog มีประโยชน์และการใช้งาน  คือ

Blog (Weblog) คืออะไร
          Blog (ภาษาไทย: บล็อก) เป็นคำรวมมาจากคำว่า weblog (ภาษาไทย: เว็บล็อก) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภท หนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอใน หลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที คำว่า “บล็อก” ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก และนอกจากนี้ผู้ที่เขียนบล็อกเป็นอาชีพก็จะถูกเรียกว่า “บล็อกเกอร์”บล็อกเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อก โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน นอกจากนี้บล็อกที่ถูกเขียนเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือจะเรียกว่าไดอารีออนไลน์ ซึ่งไดอารีออนไลน์นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้บล็อกในปัจจุบัน นอกจากนี้ตามบริษัทเอกชนหลายแห่งได้มีการจัดทำบล็อกของทางบริษัทขึ้น เพื่อเสนอแนวความเห็นใหม่ใหักับลูกค้า โดยมีการเขียนบล็อกออกมาในลักษณะเดียวกับข่าวสั้น และได้รับการตอบรับจากทางลูกค้าที่แสดงความเห็นตอบกลับเข้าไป เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เว็บค้นหาบล็อกเทคโนราที ได้อ้างไว้ว่าปัจจุบันในอินเทอร์เน็ต มีบล็อกมากกว่า 112 ล้านบล็อกทั่ว

            เอกสารอ้างอิง      www.com5dow.com

Google Apps คืออะไร

Google Apps คือ บริการอีเมล์์์ที่ไม่ได้ให้สำหรับบุคคลทั่วไป แต่มีไว้ให้สำหรับ เจ้าของเว็บไซต์ หรือ คนทำเว็บไซต์ที่มี Domain ( โดเมน คือ ชื่อเว็บไซต์ http://www.yourdomain.com เช่น www.gict.co.th ) เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริการจาก Google ที่มุ่งเน้นให้บริการทางด้าน Hosting และ E-mail โดยจะนำเอาเทคโนโลยี Gmail เข้ามา integrate เข้าไปกับเว็บไซต์ของคุณ

Google Apps เหมาะกับคุณหรือไม่

หลักการพิจารณาว่าคุึณควรนำ Google Apps เข้ามาใช้ในองค์กรหรือไม่ คุณจะต้องเข้าใจก่อนว่า Google Apps มีอะไรบ้าง จะเห็นได้ว่า Google Apps จริง ๆ แล้วประกอบไปด้วยบริการ หลายอย่างจาก Google ดังนั้นอย่างแรกที่คุณควรทำคือ พิจารณาว่าบริการไหนเหมาะกับคุณ อย่าลืมว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้บริการทั้งหมดของ Google Apps คุณสามารถเลือกใช้เฉพาะอันที่ต้องการได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ GICT มีลูกค้าหลากหลายมาก ตั้งแต่องค์กรราชการ และเอกชนขนาดใหญ่ ไปจนถึงลูกค้า SME และบุคคลทั่วไป ดังนั้นความต้องการของแต่ละกลุ่มจึงไม่เหมือนกันแน่ องค์กรระดับกลางขึ้นมา มีจำนวนพนักงานเยอะ ดังนั้นย่อมมีการใช้บริการอีเมล์์์จำนวนมาก และบางครั้งการส่งอีเมล์์์เ์ป็นส่วนสำคัญอย่างมากของธุรกิจ องค์กรเหล่านี้จึงให้ความสำคัญกับความเสถียร และเชื่อถือได้ของอีเมล์์์เป็นอย่างมาก

หากยังไม่แน่ใจคุณลองตอบคำถามเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

  1. องค์กรคุณใช้อีเมล์์เป็นประจำในการทำงานหรือไม่
  2. องค์กรคุณได้รับ Spam E-mail และอีเมล์์ที่ติดไวรัส เป็นประจำหรือไม่
  3. อีเมล์์ขององค์กรคุณส่งได้มั่ง ไม่ได้มั่ง มีปัญหาเป็นประจำหรือไม่
  4. เว็บไซต์ขององค์กรคุณ ไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาก เพียงแค่ต้องการแสดง company profile
  5. องค์กรคุณต้องการโปรแกรมจัดการเอกสารที่มาใช้แทน Microsoft Office หรือไม่

เมื่อคุณสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ คุณก็จะเห็นไอเดียว่าบริการไหนจาก Google Apps น่าจะเหมาะกับบริษัทคุณ

หากคุณต้องการทดลองใช้ Google Apps

เริ่มต้นต้องพิจารณาหัวข้อเหล่านี้ก่อนนะครับ

    1. ตอนนี้คุณมี Domain แล้วรึยัง ถ้ายังไม่มี กรุณาติดต่อ ThaiDomainSave.com หาชื่อโดเมน ที่ต้องการ
      การเริ่มต้น

จดโดเมน

       ใหม่เป็นวิธีที่ง่าย และเร็วที่สุดในการใช้

Google Apps

       เพียงทำตามขั้นด้านล่างนี้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จะเรียบร้อย
      • ค้นหาชื่อโดเมน ที่ต้องการที่ ThaiDomainSave.com
      • แจ้งเจ้าหน้าที่ ThaiDomainSave.com ว่าต้องการใช้บริการGoogle Apps
      • จากนั้นเป็นอันเรียบร้อย อดใจรอเพียงไม่กี่ชั่วโมงขณะรอให้ DNS อัพเดท
    1. ถ้ามี Domain แล้ว แต่ยังไม่มีเว็บไซต์ และต้องการใช้ Gmail จากGoogle Apps
      ไม่ว่าคุณจะ

จดโดเมน

       กับผู้ให้บริการรายใด ก็สามารถให้

GICT

       เป็นผู้จัดการติดตั้งบริการ

Google Apps

       ได้ง่าย ๆ ดังนี้ครับ
      • ย้ายโดเมน มาอยู่กับ ThaiDomainSave.com วิธีนี้ GICT แนะนำว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดครับ
      • อีกวิธี ก็ง่ายดายไม่แพ้กันครับ เพียงแจ้งผู้จดทะเบียนโดเมน ว่าให้ช่วยชี้ DNS มาที่ ns.thaihostsave.com และ ns2.thaihostsave.com
    1. หากคุณมี Domain และมีเว็บไซต์อยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องการเพียงใช้ Gmail แทนระบบอีเมล์เก่าของคุณ
      วิธีการนี้ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ เนื่องจากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ล้ำนำหน้าผู้ให้บริการอีเมล์์รายใด ๆ ขั้นตอนในการติดตั้งมี 2 วิธี ดังนี้
    • ย้ายโดเมน มาอยู่กับ ThaiDomainSave.com วิธีนี้ GICT แนะนำว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดครับ
    • อีกวิธี ก็ง่ายดายไม่แพ้กันครับ เพียงแจ้งผู้จดทะเบียนโดเมน ว่าให้ช่วยชี้ DNS มาที่ ns.thaihostsave.com และ ns2.thaihostsave.com

เปิดใช้บริการ Google Apps

สิ่งที่คุณต้องเตรียมก่อนโทรหา GICT

  • ชื่อ Domain
  • E-mail Address ที่ต้องการใช้ในการติดต่อ
  • ข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ – ชื่อ สกุล ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ

หรือโทร. 02-235-5877-79

เอกสารอ้างอิง          http://google-apps.gict.co.th/google-apps.html

  cloud computing คือ

ความสำคัญของคลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing)ทุกวันนี้ เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing) ดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นและมักมีการพูดถึงกันบ่อยครั้งขึ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวโน้มการนำคลาวด์ คอม พิวติ้งไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ในปัจจุบัน เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือจากองค์กรต่าง ๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศคำ นิยามสั้น ๆ ของคลาวด์คอมพิวติ้งก็คือ แนวคิดการใช้งานทางด้านไอทีที่ใช้วิธีดึงพลังและสมรรถนะจากคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัวจากต่างสถานที่ให้มาทำงานสอดประสานกันเพื่อช่วยขับเคลื่อนการบริการทาง ด้านไอที ประโยชน์ของคลาวด์ คอมพิวติ้งมีอยู่หลายประการ เช่น ช่วยให้การนำไอทีไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจทำได้ง่ายและประหยัดขึ้นกว่าใน อดีต โดยองค์กรสามารถใช้บริการทางด้านไอทีได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายกับโครงสร้างพื้นฐานไอทีของตน อีกทั้งผู้ใช้งานก็สามารถเลือกใช้บริการเฉพาะอย่างและเลือกเสียค่าใช้จ่าย ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะด้านหรือสอดคล้องกับงบประมาณของตนได้ ยิ่งไปกว่านั้น คลาวด์ คอมพิวติ้งก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยองค์กรประหยัดพลังงาน หรือเพิ่มความอุ่นใจในด้านความปลอดภัยของระบบไอที เป็นต้นใน อนาคตอันใกล้ คลาวด์คอมพิวติ้งจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและจะเข้ามามีบทบาทในการปรับเปลี่ยน รูปแบบการใช้งานทางด้านไอทีขนานใหญ่ นอกจากนั้นแล้ว แนวโน้มการใช้งานคลาวด์ คอมพิวติ้งก็จะเป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น ด้วยแรงผลักดันจากแนวโน้มสำคัญ 5 ประการดังต่อไปนี้1. แนวโน้มของเว็บที่กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการติดต่อสื่อสารของคนทั่วโลก
ปัจจุบันเว็บเครือข่ายทางสังคม (โซเชียลเน็ตเวิร์ก) มีการเปลี่ยนแปลงทุกวันโดยผู้ใช้หลายล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก ตัวอย่างเช่น เฟซบุ๊ค (Facebook) วิกิพีเดีย (Wikipedia) หรือทวิตเตอร์ (Twitter) เป็น ต้น ด้วยความนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายของเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้เอง ทำให้ปัจจุบันเริ่มมีการนำเว็บแอพพลิเคชั่นรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรในองค์กรโดย การเลือกใช้โซเชียล เน็ตเวิร์กผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้งในองค์กร เพื่อระดมความคิดของพนักงานผ่านระบบออนไลน์ในแบบเรียลไทม์ รูปแบบการใช้งานคลาวด์ คอมพิวติ้งดังกล่าวนี้สามารถรวบรวมข้อมูลจากพนักงาน18,000 คน โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปบริหารจัดการและวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้งานเพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจต่อไป
นอกจากนั้น การสื่อสารอินเทอร์แอคทีฟในแบบเรียลไทม์ หรือที่เรียกว่าเว็บ 2.0 ก็ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันแนวโน้มการใช้งานทางด้านคลาวด์ คอมพิวติ้งให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าว นอกจากจะตอบสนองการทำงานของเว็บไซท์ที่เนื้อหามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแล้ว การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลยังทำได้อย่างรวดเร็ว โดยดึงประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่มีอยู่มาใช้งานได้อีกด้วย

2. แนวโน้มความต้องการประหยัดพลังงาน
ด้วย ปัญหาโลกร้อน และค่าใช้จ่ายของพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรหลายแห่งในปัจจุบันต่างหันมาให้ความสำคัญกับการลดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานที่ใช้ในระบบไอที ทั้งนี้เพื่อช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายและลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ ประโยชน์ของคลาวด์คอมพิวติ้งในด้านนี้ก็คือ การช่วยองค์กรลดการใช้พลังงาน หรือแม้กระทั่งการนำพลังประมวลผลส่วนเกินที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานใน ระบบคอมพิวเตอร์ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้อีก จากผลการวิจัยล่าสุดพบว่า เครื่องแม่ข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ที่ทำงานตลอดเวลานั้น ส่วนใหญ่มีการใช้ทรัพยากรในระบบเพียงแค่ 10-20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ด้วยแนวคิดของคลาวด์ คอมพิวติ้งนี้เอง จะช่วยควบรวมทรัพยากรในระบบให้ทำงานและเกิดความคุ้มค่ารวมทั้งประโยชน์สูง สุดจากการใช้ทรัพยากรในระบบ นอกจากนั้นแล้ว วิธีการดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเพิ่มหรือลดขนาดการใช้งานของ ระบบได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือเป็นการช่วยองค์กรประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง

3.ความต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร
ด้วย การแข่งขันอย่างรุนแรงทางธุรกิจในปัจจุบัน องค์กรชั้นนำหลายแห่งต่างให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างของ องค์กรในอีกทางหนึ่ง แนวโน้มการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวนี้เอง ถือเป็นการกระตุ้นการนำคลาวด์ คอมพิวติ้งไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ ทั้งนี้ เพราะการสร้างสรรค์นวัตกรรมสามารถทำได้ด้วยการดึงคุณประโยชน์ของคลาวด์ คอมพิวติ้งซึ่งให้พลังการประมวลผลที่เหนือกว่า แต่ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง

4. ความต้องการใช้งานไอทีที่ง่ายและไม่ซับซ้อน
ปัจจุบัน แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความสลับซับซ้อนเพียงใดก็ตาม สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว หลายคนก็ยังต้องการการใช้งานที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้ให้บริการทางด้านไอทีหลายรายในปัจจุบันจึงหันมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง เพื่อนำเสนอบริการทางด้านซอฟต์แวร์แบบ ‘จ่ายเท่าที่ใช้’ (Software as a Service) เพื่อเป็นทางเลือกแก่ลูกค้าโดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางหรือขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ มักมีเจ้าหน้าที่ทางด้านไอที่ทำงานอยู่อย่างจำกัด แทนรูปแบบการซื้อซอฟต์แวร์มาใช้โดยตรงแบบในอดีต การใช้งานในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะทำให้การนำไอทีไปใช้งานทำได้ง่ายยิ่งขึ้นแล้ว องค์กรนั้น ๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ โดยไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและการอัพเกรด เวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เช่นในอดีต

5. การจัดระเบียบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
ทุก วันนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าข้อมูลต่าง ๆ มากมายในเว็บช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นกว่าในอดีตมาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปัจจุบัน เราจะมีเสิร์ชเอ็นจิ้นที่ช่วยเราหาข้อมูลที่ต้องการอยู่มากมาย แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยปริมาณข้อมูลในเว็บที่เพิ่มมากมายมหาศาลในแต่ละ วัน โดยเฉพาะข้อมูล และไฟล์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายล้านคนส่งขึ้นไปในเว็บในแต่ละวันนั้น หากไม่มีการจัดระเบียบอย่างเป็นระบบที่ดี การนำคุณประโยชน์ของเว็บมาพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุน ประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเต็มรูปแบบก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

คุณ ประโยชน์อันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของคลาวด์ คอมพิวติ้งก็คือ ความสามารถในการจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ให้เป็นระบบดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลมากมายหลากหลายประเภทให้ เป็นระบบ ซึ่งช่วยให้การค้นหาและเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ทำได้เร็วและถูกต้องแม่นยำ กว่าเดิม

ด้วย ความสามารถและคุณประโยชน์อันมากมายดังที่กล่าวมานี้ ถือได้ว่าคลาวด์ คอมพิวติ้งจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญแห่งอนาคต และจะมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจอย่างที่ไม่เคยมีมา ก่อน ดังนั้น ธุรกิจใดก็ตามที่สามารถฉกฉวยโอกาสและสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อธุรกิจของตนได้ก่อนก็ย่อมจะสร้างความได้เปรียบและโอกาสในการ ต่อยอดความสำเร็จทางธุรกิจขององค์กรได้ก่อนใคร

ที่มา: sipa.or.th/th/news/detail.php?newID=1930&&ModuleKey=PRNews

 

This entry was posted in assignment 3. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s